• จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"
    ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอบรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์
    .
    แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม
    .
    "เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน
    .
    คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
    1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก
    .
    2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้
    .
    3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร
    .
    หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...
    .
    แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
    เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้
    .
    มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ
    .
    ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
    1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี
    .
    2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง
    .
    3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า
    .
    รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”
    .
    รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น

    ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ
    .
    เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
    นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย
    .
    เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย
    .
    ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง
    .
    สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"
    .
    ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"
    .
    เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
    เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
    โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

    สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
    จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก" ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอบรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์ . แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม . "เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน . คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ 1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก . 2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้ . 3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร . หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ... . แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ” เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้ . มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ . ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ 1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี . 2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง . 3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า . รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน) . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย” . รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม” . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ . เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย . เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย . ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง . สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย" . ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม" . เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้ . "พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม” เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก” โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
    ไลค์
    รัก
    13
    9 ความคิดเห็น 0 แชร์ 2897 ยอดวิว 0 รีวิว
  • แพลตฟอร์มต่างชาติ “ผูกขาดชีวิตคนไทย” …แล้วเรายังเหลืออะไรให้ทำ | Money Buffalo

    วันนี้พี่ทุยอยากชวนคิด…แพลตฟอร์มที่เราใช้ทุกวัน มันยัง “ช่วยเรา” อยู่ไหม หรือจริง ๆ แล้ว...เราแค่กำลัง “ช่วยเขา” กันแน่

    ทุกคนรู้ไหมครับว่า แพลตฟอร์มซื้อขายทุกวันนี้ใหญ่ ๆ ที่คนไทยใช้กันเกือบทั้งหมด ไม่มีแม้แต่รายเดียวที่เป็นของคนไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด แบบนี้ครับ

    - Shopee (สิงคโปร์) 49%
    - Lazada (จีน) 30%
    - TikTok Shop (จีน) 21%

    รวมกันแล้ว ครองตลาด 100% ของอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งทั้งหมด...ไม่ใช่ของเราเลยแม้แต่เจ้าเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ขายอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ตอนนี้ดันกลายไปอยู่ในมือของต่างชาติแทบ 100% แล้ว เพราะวันนี้แพลตฟอร์มไม่ได้แค่ “เข้ามาขายของ” แต่กำลัง “ผูกขาดชีวิตเรา” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แล้ว

    จาก “ตัวช่วยขายของ” สู่ “เจ้าของทุกอย่าง”

    ตอนแรก แพลตฟอร์มพวกนี้ ทำตัวเหมือน “เพื่อนคู่คิด” ของพ่อค้าแม่ค้า ค่าธรรมเนียมถูก ค่าขนส่งเลือกได้หลายเจ้า เหมือนเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาแข่งกันอย่างเท่าเทียม แต่พอเขากลายเป็น ‘เจ้าตลาด’ เมื่อไหร่...
    ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

    - ค่าธรรมเนียม (GP) จากเดิมที่เคยอยู่ราว 20–23.5% ตอนนี้บางแพลตฟอร์มขึ้นไปแตะ 25% ภายในเวลาไม่ถึงปี หมายความว่า...ขายของ 100 บาท หายไป 25 บาทให้แพลตฟอร์ม

    - ระบบขนส่ง ที่เมื่อก่อนเราเลือกได้เอง ตอนนี้ถูก “ล็อก” ให้ใช้เฉพาะขนส่งในเครือของแพลตฟอร์ม

    - สินค้าในระบบ ที่เคยมีแต่ร้านค้าคนไทย วันนี้กลับเต็มไปด้วยสินค้าที่มาจากประเทศของแพลตฟอร์มนั้นเอง ขายแข่งกันในระบบในราคาที่ถูกกว่า เพราะต้นทุนถูกกว่า

    พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เจ้าของแพลตฟอร์มก็เป็นเขา เจ้าของสินค้าก็เป็นเขา เจ้าของขนส่ง...ก็เป็นเขาอี๊ก เฮ้อได้ยินละปวดใจ

    แล้วคนไทยล่ะ...เหลืออะไรให้ทำ ?

    หรือจริง ๆ แล้ว...เรากลายเป็นแค่ “วุ้นแปลภาษา” ให้เขาเฉย ๆ ? ลองมองดี ๆ นะ สินค้าส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ ต้นทางมาจากต่างประเทศแทบทั้งหมด ส่วนเราคนไทย...เหลือแค่ “ช่วยเขาแปลภาษา” ให้ขายของในประเทศเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

    สุดท้าย...เราก็เหลือแค่ “พูดภาษาไทยให้เขาฟังรู้เรื่อง” เพื่อให้ของของเขาขายได้ในบ้านเราเท่านั้นเอง

    เมื่อแพลตฟอร์มผูกขาดทั้งระบบจะเกิดอะไรขึ้น ?

    พอแพลตฟอร์มกุมทุกอย่างไว้ได้หมด มันก็กลายเป็น “ของจำเป็น” สำหรับคนไทยไปโดยปริยาย
    จะขายของก็ต้องผ่านเขา
    จะสั่งของก็ต้องผ่านเขา
    จะขนส่งของก็ต้องผ่านระบบของเขา

    และนี่แหละ...คือ “กฎของการผูกขาด” ยิ่งเขาเป็นเจ้าของมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีใครแข่งได้ พอถึงจุดนั้น...เขาก็ตั้งราคายังไงก็ได้

    วันนี้ของอาจจะยังถูก แต่วันข้างหน้า...เมื่อไม่มีคู่แข่งเหลืออยู่ ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง หรือค่า GP ก็อาจพุ่งขึ้นอีก

    สุดท้ายคนไทยก็ต้อง “ซื้อของแพงขึ้น” ในขณะที่รายได้กลับ “ลดลง” เพราะเงินไหลออกไปต่างประเทศ
    สินค้าที่ขายดีเป็นของต่างชาติ และอาชีพที่เคยเลี้ยงคนไทยได้... ก็จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยระบบของแพลตฟอร์มเหล่านี้ทั้งหมด

    รายได้หด รายจ่ายเพิ่ม เมื่อระบบนี้ไม่ใช่ของเรา

    ในขณะที่แพลตฟอร์มเก็บ GP มากขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยกำไรหด บริษัทขนส่งไทยรายได้ลดลง
    อย่าง ไปรษณีย์ไทย รายได้จาก 30,000 ล้านบาท เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ส่วนผู้บริโภค...ก็ต้องเจอกับค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

    พูดง่าย ๆ คือ รายได้ประเทศหด แต่รายจ่ายคนไทยเพิ่มแน่ ๆ เพราะเงินที่เคยหมุนอยู่ในระบบไทย กำลังถูกดูดออกไปต่างประเทศแทบทั้งหมด

    คำถามที่พี่ทุยอยากให้คิด..เมื่อเจ้าของแพลตฟอร์มก็เป็นเขา เจ้าของสินค้าก็เป็นเขา เจ้าของขนส่งก็เป็นเขา แล้วเราคนไทย... เหลืออะไรให้ทำในระบบนี้อีกไหม ? หรือจริง ๆ แล้ว... เรากลายเป็นแค่ “วุ้นแปลภาษา” ที่ช่วยให้ต่างชาติขายของในประเทศเรา...ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองล่ะครับ

    #MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ตลาดผูกขาด #สินค้าจีน #Shopee #Lazada #Tiktok #อีคอมเมิร์ซไทย #แพลตฟอร์มต่างชาติ #เศรษฐกิจไทย
    แพลตฟอร์มต่างชาติ “ผูกขาดชีวิตคนไทย” …แล้วเรายังเหลืออะไรให้ทำ | Money Buffalo วันนี้พี่ทุยอยากชวนคิด…แพลตฟอร์มที่เราใช้ทุกวัน มันยัง “ช่วยเรา” อยู่ไหม หรือจริง ๆ แล้ว...เราแค่กำลัง “ช่วยเขา” กันแน่ ทุกคนรู้ไหมครับว่า แพลตฟอร์มซื้อขายทุกวันนี้ใหญ่ ๆ ที่คนไทยใช้กันเกือบทั้งหมด ไม่มีแม้แต่รายเดียวที่เป็นของคนไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด แบบนี้ครับ - Shopee (สิงคโปร์) 49% - Lazada (จีน) 30% - TikTok Shop (จีน) 21% รวมกันแล้ว ครองตลาด 100% ของอีคอมเมิร์ซไทย ซึ่งทั้งหมด...ไม่ใช่ของเราเลยแม้แต่เจ้าเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ขายอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ตอนนี้ดันกลายไปอยู่ในมือของต่างชาติแทบ 100% แล้ว เพราะวันนี้แพลตฟอร์มไม่ได้แค่ “เข้ามาขายของ” แต่กำลัง “ผูกขาดชีวิตเรา” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แล้ว 📌 จาก “ตัวช่วยขายของ” สู่ “เจ้าของทุกอย่าง” ตอนแรก แพลตฟอร์มพวกนี้ ทำตัวเหมือน “เพื่อนคู่คิด” ของพ่อค้าแม่ค้า ค่าธรรมเนียมถูก ค่าขนส่งเลือกได้หลายเจ้า เหมือนเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาแข่งกันอย่างเท่าเทียม แต่พอเขากลายเป็น ‘เจ้าตลาด’ เมื่อไหร่... ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป - ค่าธรรมเนียม (GP) จากเดิมที่เคยอยู่ราว 20–23.5% ตอนนี้บางแพลตฟอร์มขึ้นไปแตะ 25% ภายในเวลาไม่ถึงปี หมายความว่า...ขายของ 100 บาท หายไป 25 บาทให้แพลตฟอร์ม - ระบบขนส่ง ที่เมื่อก่อนเราเลือกได้เอง ตอนนี้ถูก “ล็อก” ให้ใช้เฉพาะขนส่งในเครือของแพลตฟอร์ม - สินค้าในระบบ ที่เคยมีแต่ร้านค้าคนไทย วันนี้กลับเต็มไปด้วยสินค้าที่มาจากประเทศของแพลตฟอร์มนั้นเอง ขายแข่งกันในระบบในราคาที่ถูกกว่า เพราะต้นทุนถูกกว่า พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เจ้าของแพลตฟอร์มก็เป็นเขา เจ้าของสินค้าก็เป็นเขา เจ้าของขนส่ง...ก็เป็นเขาอี๊ก เฮ้อได้ยินละปวดใจ 📌 แล้วคนไทยล่ะ...เหลืออะไรให้ทำ ? หรือจริง ๆ แล้ว...เรากลายเป็นแค่ “วุ้นแปลภาษา” ให้เขาเฉย ๆ ? ลองมองดี ๆ นะ สินค้าส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ ต้นทางมาจากต่างประเทศแทบทั้งหมด ส่วนเราคนไทย...เหลือแค่ “ช่วยเขาแปลภาษา” ให้ขายของในประเทศเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น สุดท้าย...เราก็เหลือแค่ “พูดภาษาไทยให้เขาฟังรู้เรื่อง” เพื่อให้ของของเขาขายได้ในบ้านเราเท่านั้นเอง 📌 เมื่อแพลตฟอร์มผูกขาดทั้งระบบจะเกิดอะไรขึ้น ? พอแพลตฟอร์มกุมทุกอย่างไว้ได้หมด มันก็กลายเป็น “ของจำเป็น” สำหรับคนไทยไปโดยปริยาย จะขายของก็ต้องผ่านเขา จะสั่งของก็ต้องผ่านเขา จะขนส่งของก็ต้องผ่านระบบของเขา และนี่แหละ...คือ “กฎของการผูกขาด” ยิ่งเขาเป็นเจ้าของมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีใครแข่งได้ พอถึงจุดนั้น...เขาก็ตั้งราคายังไงก็ได้ วันนี้ของอาจจะยังถูก แต่วันข้างหน้า...เมื่อไม่มีคู่แข่งเหลืออยู่ ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง หรือค่า GP ก็อาจพุ่งขึ้นอีก สุดท้ายคนไทยก็ต้อง “ซื้อของแพงขึ้น” ในขณะที่รายได้กลับ “ลดลง” เพราะเงินไหลออกไปต่างประเทศ สินค้าที่ขายดีเป็นของต่างชาติ และอาชีพที่เคยเลี้ยงคนไทยได้... ก็จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยระบบของแพลตฟอร์มเหล่านี้ทั้งหมด 📌 รายได้หด รายจ่ายเพิ่ม เมื่อระบบนี้ไม่ใช่ของเรา ในขณะที่แพลตฟอร์มเก็บ GP มากขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยกำไรหด บริษัทขนส่งไทยรายได้ลดลง อย่าง ไปรษณีย์ไทย รายได้จาก 30,000 ล้านบาท เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ส่วนผู้บริโภค...ก็ต้องเจอกับค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ คือ รายได้ประเทศหด แต่รายจ่ายคนไทยเพิ่มแน่ ๆ เพราะเงินที่เคยหมุนอยู่ในระบบไทย กำลังถูกดูดออกไปต่างประเทศแทบทั้งหมด คำถามที่พี่ทุยอยากให้คิด..เมื่อเจ้าของแพลตฟอร์มก็เป็นเขา เจ้าของสินค้าก็เป็นเขา เจ้าของขนส่งก็เป็นเขา แล้วเราคนไทย... เหลืออะไรให้ทำในระบบนี้อีกไหม ? หรือจริง ๆ แล้ว... เรากลายเป็นแค่ “วุ้นแปลภาษา” ที่ช่วยให้ต่างชาติขายของในประเทศเรา...ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองล่ะครับ #MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ตลาดผูกขาด #สินค้าจีน #Shopee #Lazada #Tiktok #อีคอมเมิร์ซไทย #แพลตฟอร์มต่างชาติ #เศรษฐกิจไทย
    ไลค์
    รัก
    9
    3 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1715 ยอดวิว 0 รีวิว
  • สั่งซื้อ นารวยนาโนแม็ก
    ที่ shopee ได้แล้ววันนี้

    พร้อมส่วนลดพิเศษมากมาย
    กดสั่งซื้อลิ้งนี้ได้เลย

    https://th.shp.ee/sixt7sc

    กดติดตามช่อง shoppee
    shopee.co.th/naruayshop
    สั่งซื้อ นารวยนาโนแม็ก ที่ shopee ได้แล้ววันนี้ พร้อมส่วนลดพิเศษมากมาย กดสั่งซื้อลิ้งนี้ได้เลย https://th.shp.ee/sixt7sc กดติดตามช่อง shoppee shopee.co.th/naruayshop
    ไลค์
    รัก
    Wow
    10
    20 ความคิดเห็น 0 แชร์ 774 ยอดวิว 0 รีวิว
โหลดแอปเมต้านารวย