• จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"
    ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอบรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์
    .
    แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม
    .
    "เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน
    .
    คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
    1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก
    .
    2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้
    .
    3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร
    .
    หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...
    .
    แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
    เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้
    .
    มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ
    .
    ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
    1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี
    .
    2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง
    .
    3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า
    .
    รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”
    .
    รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น

    ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ
    .
    เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
    นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย
    .
    เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย
    .
    ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง
    .
    สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"
    .
    ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"
    .
    เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้
    .
    "พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
    เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
    โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

    สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
    จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก" ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอบรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์ . แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม . "เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน . คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ 1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก . 2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้ . 3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร . หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ... . แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ” เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้ . มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ . ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ 1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี . 2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง . 3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า . รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน) . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย” . รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม” . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ . เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ . "พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย . เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย . ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง . สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย" . ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม" . เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้ . "พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม” เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก” โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
    ไลค์
    รัก
    10
    5 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1317 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ภูมิใจที่สุดในชีวิต ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ รับโล่รางวัลจากติ๊กต็อก ที่ 1 ในเอเชีย ทุบสถิติประวัติศาสตร์ คนดูทะลุ 1.2 ล้าน

    พร้อมเผยความในใจว่า “ในระหว่างที่คนไทยกำลังดราม่า หาข้อผิดพลาดของเจนนี่ ต่างชาติ คนจีน คนฝรั่ง เขากำลังชื่นชมหนูอยู่ ว่าหนูทำได้ที่หนึ่งในเอเชีย

    หรือว่ายังไม่เคยเกิดปรากฏการณ์นี้ ทุกคนกำลังเอาสิ่งที่หนูทำไปเป็นโมเดล หนูภูมิใจมากๆ อยากให้คนไทย สนับสนุนหนูกันเยอะๆ”
    ภูมิใจที่สุดในชีวิต ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ รับโล่รางวัลจากติ๊กต็อก ที่ 1 ในเอเชีย ทุบสถิติประวัติศาสตร์ คนดูทะลุ 1.2 ล้าน พร้อมเผยความในใจว่า “ในระหว่างที่คนไทยกำลังดราม่า หาข้อผิดพลาดของเจนนี่ ต่างชาติ คนจีน คนฝรั่ง เขากำลังชื่นชมหนูอยู่ ว่าหนูทำได้ที่หนึ่งในเอเชีย หรือว่ายังไม่เคยเกิดปรากฏการณ์นี้ ทุกคนกำลังเอาสิ่งที่หนูทำไปเป็นโมเดล หนูภูมิใจมากๆ อยากให้คนไทย สนับสนุนหนูกันเยอะๆ”
    ไลค์
    รัก
    ยิ้ม
    9
    6 ความคิดเห็น 0 แชร์ 412 ยอดวิว 0 รีวิว
  • สรุป 10 บทเรียนการตลาด จากปรากฏการณ์ “เจนนี่ไลฟ์สด” ทำยอดขาย 100 ล้าน ในวันเดียว - MarketThink
    - เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หรือ คุณเจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ นักร้องที่ตอนนี้กำลังเป็นที่พูดถึงบนโซเชียลมีเดีย จากการสร้างปรากฏการณ์ไลฟ์สดบน TikTok Shop จนสร้างยอดขาย 100 ล้านบาทในวันเดียว

    และถ้าเจาะตั้งแต่วันที่เริ่มไลฟ์ จนถึงวันนี้ ทำยอดขายไปแล้วรวม 326.9 ล้านบาท
    - 9 ตุลาคม ทำยอดขาย 24.2 ล้านบาท
    - 10 ตุลาคม ทำยอดขาย 33.6 ล้านบาท
    - 11 ตุลาคม ทำยอดขาย 80.3 ล้านบาท
    - 12 ตุลาคม ทำยอดขาย 126.8 ล้านบาท
    - 13 ตุลาคม (จนถึงตอนนี้เวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ) ทำยอดขายไปแล้ว 62 ล้านบาท

    ปรากฏการณ์นี้ ถือเป็นเคสที่น่าสนใจมาก ๆ
    ซึ่งในรายการ “โหนกระแส” วันนี้ คุณเจนนี่ ก็ได้มาแชร์เคล็ดลับในการไลฟ์สดแบบตรง ๆ ว่า มีวิธีคิดอย่างไร ?

    MarketThink สรุป 10 กลยุทธ์ที่น่าสนใจมาให้ในโพสต์นี้

    1. ใช้ความ Real ในการไลฟ์สด

    คุณเจนนี่ บอกว่าพออยู่กับแพลตฟอร์ม TikTok Shop มาสักพักก็เจอว่า ถ้าคอนเทนต์ของเรามีความ “เรียล” อธิบายง่าย ๆ คือการไลฟ์แบบบ้าน ๆ จะทำให้ได้ Engagement ดีขึ้น

    คุณเจนนี่ เลยใช้หลักการนี้มาช่วยในการไลฟ์ขายของ ด้วยการใช้โทรศัพท์เครื่องเดียว และหลีกเลี่ยงการจัดแสงหรือใช้ Production ที่ดูเหมือนมืออาชีพมาช่วยไลฟ์

    2. การสร้าง Occasion หรือ “โอกาสในการขายของ” ขึ้นมาด้วยตัวเอง

    ปกติแล้วลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้นเมื่อมี “โอกาสพิเศษ” หลาย ๆ แบรนด์เลยนิยมสร้างโปรโมชันในวัน 11.11, จัด Flash Sale หรือ โอกาสอื่น ๆ ขึ้นมา ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

    คุณเจนนี่ใช้เทคนิคเดียวกันคือสร้าง "เทศกาลเจนนี่" เป็นเทศกาลไลฟ์สด ที่สร้างความสุขให้ผู้คน มาทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ต้องซื้อสินค้า”

    3. สินค้าที่ขึ้นหลังคนดังหรือแบรนด์ดัง จะมี Engagement ดีขึ้น

    คุณเจนนี่ จะมีการจัดอันดับให้ดารา ที่มาไลฟ์สด หรือ แบรนด์ที่มีชื่อเสียงขึ้นไลฟ์ก่อนเสมอ

    ที่เป็นแบบนี้เพราะคุณเจนนี่มองว่า สินค้าที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก จะได้ประโยชน์จากฐานแฟนคลับของแบรนด์ใหญ่หรือคนดัง ๆ ที่มาขึ้นไลฟ์ก่อนหน้า

    ยกตัวอย่างเช่น
    ถ้าเอาแบรนด์ LYO ผลิตภัณฑ์ปลูกผมของ คุณหนุ่ม-กรรชัย ขึ้นไลฟ์ จะมียอดผู้ชม 400,000 คน ดังนั้นแบรนด์​ไหนที่ได้ขึ้นต่อจาก LYO จะได้ฐานผู้ชมตรงนี้ไปด้วย

    ทำให้แบรนด์เล็ก ๆ ได้มีโอกาสสร้าง Awareness จากฐานผู้ชมตรงนี้ได้ดีกว่าการขึ้นโดยไม่สนอันดับนั่นเอง

    4. ไม่เอาสินค้าประเภทเดียวกันขึ้นติดกัน เพื่อไม่ให้ไลฟ์น่าเบื่อ

    คุณเจนนี่บอกว่า ไม่ควรขายสินค้าประเภทเดียวติด ๆ กัน เพราะจะทำให้ไลฟ์ดูน่าเบื่อ แถมยังดูไม่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือ พฤติกรรมของลูกค้าก็จะไม่ซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน ติด ๆ กัน

    วิธีแก้ก็คือ ให้สลับประเภทของสินค้าที่จะเอามาไลฟ์สด เช่น ถ้าขายแบรนด์สบู่มา 5 แบรนด์ติดกัน ก็ควรเปลี่ยนไปขายสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า หรืออาหาร เพื่อรักษายอดขาย และอารมณ์ร่วมของคนดู

    5. ต้องใส่ใจกฎของแพลตฟอร์มเสมอ

    แม้ว่าไลฟ์ของคุณเจนนี่จะมีคนเข้ามาดูระดับปรากฏการณ์ แต่ในบางครั้งที่ในไลฟ์มีคำต้องห้าม หรือ Action ที่ละเมิดกฎแพลตฟอร์ม ไลฟ์ก็สามารถโดนแบนได้เหมือนกัน

    ซึ่งวันนี้ก็มีเคสที่ไลฟ์ของคุณเจนนี่โดนแบน เพราะมีคำต้องห้ามที่ TikTok ห้ามพูดหลุดเข้ามาในไลฟ์

    6. ช่วงต้นไลฟ์ต้องทำให้มี Engagement ดีที่สุด

    ในช่วงการเปิดไลฟ์ควรใช้ดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้มีคนกดเข้ามาดูเยอะที่สุด เพราะคุณเจนนี่มองว่า TikTok จะเปิดการมองเห็นให้ไลฟ์ของเราไปขึ้นฟีดคนที่เล่น TikTok ในตอนนั้น

    ซึ่งวิธีที่คุณเจนนี่ใช้ก็คือ เอาดาราหรือคนดัง มาดึง

    ตัวอย่างคนดังที่คุณเจนนี่เคยไลฟ์ร่วมกัน เช่น
    - คุณกาละแมร์ พัชรศรี
    - คุณป๋อ ณัฐวุฒิ
    - คุณปู ไปรยา

    และล่าสุดคือ คุณกระแต อาร์สยามที่ตอนนี้ทำยอดขายไปได้กว่า 31 ล้านบาทแล้ว

    7. จัดการความเสี่ยงเรื่องยกเลิกออร์เดอร์ ด้วยการปักตะกร้าเอาไว้ก่อน

    เพราะการซื้อสินค้าบน TikTok ใช่ว่ากดซื้อเยอะแล้วทุกคนจะจ่ายเงิน เพราะก็ยังมีหลายคนที่กดใส่ตะกร้าหรือเลือกช่องทางการจ่ายเงินเป็นเก็บเงินปลายทาง จึงทำให้ยังมีโอกาสยกเลิกออร์เดอร์ได้

    ซึ่งคุณเจนนี่ก็รับรู้ปัญหาส่วนนี้ จึงไม่ได้ถอดตะกร้าสินค้าจากแบรนด์ออก แต่เลือกที่จะติดเอาไว้ในลำดับถัด ๆ ไปนั่นเอง

    8. ควรนำคอนเทนต์จากไลฟ์ไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ออร์แกนิก

    พูดง่าย ๆ ก็คือ แบรนด์สามารถบันทึกไลฟ์ของคุณเจนนี่ เพื่อนำไปทำคลิปสร้างคอนเทนต์ออร์แกนิก หรือต่อยอดได้

    เพราะอย่างน้อยก็เหมือนได้ชื่อว่า เคยขึ้นไลฟ์ของคุณเจนนี่มาแล้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มการมองเห็นแล้ว
    ยังทำให้แฟนคลับของคุณเจนนี่ มีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าจากแบรนด์อีกครั้ง

    9. ให้คนดูมีส่วนร่วมภายในไลฟ์

    คุณเจนนี่จะให้คนดูมีสิทธิ์ในการเลือกได้ว่าสินค้าต่อไปที่จะให้ขึ้นไลฟ์ อยากได้เป็นสินค้าแบรนด์อะไร
    เพราะคุณเจนนี่จะสามารถทำข้อตกลงเรื่องราคาจนสามารถสร้างข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับคนดูไลฟ์ได้

    10. ไม่ไลฟ์คนเดียวแต่ให้คนดังหรือแบรนด์มาช่วยไลฟ์

    คุณเจนนี่บอกว่าพอไลฟ์ด้วยตัวเองคนเดียวนาน ๆ จะทำให้คนดูเริ่มเบื่อ แถมความน่าเชื่อถือ จะดูน้อยลงเรื่อย ๆ

    คุณเจนนี่เลยใช้วิธีให้เจ้าของแบรนด์ที่เอาของมาฝากขาย ให้ขึ้นมาช่วยพูดสรรพคุณ ของสินค้าแทน ทำให้ในภาพรวมไลฟ์ดูไม่น่าเบื่อเกินไป..

    สุดท้ายนี้ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่าสินค้าหลาย ๆ ชิ้น ที่เอาขึ้นมาให้คุณเจนนี่ไลฟ์สดจะ “มีราคาถูกกว่า” ในช่วงเวลาปกติ

    ซึ่งน่าจะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไลฟ์สดของคุณเจนนี่มีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี..

    #เจนนี่
    #ไลฟ์สด
    สรุป 10 บทเรียนการตลาด จากปรากฏการณ์ “เจนนี่ไลฟ์สด” ทำยอดขาย 100 ล้าน ในวันเดียว - MarketThink - เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หรือ คุณเจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ นักร้องที่ตอนนี้กำลังเป็นที่พูดถึงบนโซเชียลมีเดีย จากการสร้างปรากฏการณ์ไลฟ์สดบน TikTok Shop จนสร้างยอดขาย 100 ล้านบาทในวันเดียว และถ้าเจาะตั้งแต่วันที่เริ่มไลฟ์ จนถึงวันนี้ ทำยอดขายไปแล้วรวม 326.9 ล้านบาท - 9 ตุลาคม ทำยอดขาย 24.2 ล้านบาท - 10 ตุลาคม ทำยอดขาย 33.6 ล้านบาท - 11 ตุลาคม ทำยอดขาย 80.3 ล้านบาท - 12 ตุลาคม ทำยอดขาย 126.8 ล้านบาท - 13 ตุลาคม (จนถึงตอนนี้เวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ) ทำยอดขายไปแล้ว 62 ล้านบาท ปรากฏการณ์นี้ ถือเป็นเคสที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งในรายการ “โหนกระแส” วันนี้ คุณเจนนี่ ก็ได้มาแชร์เคล็ดลับในการไลฟ์สดแบบตรง ๆ ว่า มีวิธีคิดอย่างไร ? MarketThink สรุป 10 กลยุทธ์ที่น่าสนใจมาให้ในโพสต์นี้ 1. ใช้ความ Real ในการไลฟ์สด คุณเจนนี่ บอกว่าพออยู่กับแพลตฟอร์ม TikTok Shop มาสักพักก็เจอว่า ถ้าคอนเทนต์ของเรามีความ “เรียล” อธิบายง่าย ๆ คือการไลฟ์แบบบ้าน ๆ จะทำให้ได้ Engagement ดีขึ้น คุณเจนนี่ เลยใช้หลักการนี้มาช่วยในการไลฟ์ขายของ ด้วยการใช้โทรศัพท์เครื่องเดียว และหลีกเลี่ยงการจัดแสงหรือใช้ Production ที่ดูเหมือนมืออาชีพมาช่วยไลฟ์ 2. การสร้าง Occasion หรือ “โอกาสในการขายของ” ขึ้นมาด้วยตัวเอง ปกติแล้วลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้นเมื่อมี “โอกาสพิเศษ” หลาย ๆ แบรนด์เลยนิยมสร้างโปรโมชันในวัน 11.11, จัด Flash Sale หรือ โอกาสอื่น ๆ ขึ้นมา ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น คุณเจนนี่ใช้เทคนิคเดียวกันคือสร้าง "เทศกาลเจนนี่" เป็นเทศกาลไลฟ์สด ที่สร้างความสุขให้ผู้คน มาทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ต้องซื้อสินค้า” 3. สินค้าที่ขึ้นหลังคนดังหรือแบรนด์ดัง จะมี Engagement ดีขึ้น คุณเจนนี่ จะมีการจัดอันดับให้ดารา ที่มาไลฟ์สด หรือ แบรนด์ที่มีชื่อเสียงขึ้นไลฟ์ก่อนเสมอ ที่เป็นแบบนี้เพราะคุณเจนนี่มองว่า สินค้าที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก จะได้ประโยชน์จากฐานแฟนคลับของแบรนด์ใหญ่หรือคนดัง ๆ ที่มาขึ้นไลฟ์ก่อนหน้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเอาแบรนด์ LYO ผลิตภัณฑ์ปลูกผมของ คุณหนุ่ม-กรรชัย ขึ้นไลฟ์ จะมียอดผู้ชม 400,000 คน ดังนั้นแบรนด์​ไหนที่ได้ขึ้นต่อจาก LYO จะได้ฐานผู้ชมตรงนี้ไปด้วย ทำให้แบรนด์เล็ก ๆ ได้มีโอกาสสร้าง Awareness จากฐานผู้ชมตรงนี้ได้ดีกว่าการขึ้นโดยไม่สนอันดับนั่นเอง 4. ไม่เอาสินค้าประเภทเดียวกันขึ้นติดกัน เพื่อไม่ให้ไลฟ์น่าเบื่อ คุณเจนนี่บอกว่า ไม่ควรขายสินค้าประเภทเดียวติด ๆ กัน เพราะจะทำให้ไลฟ์ดูน่าเบื่อ แถมยังดูไม่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือ พฤติกรรมของลูกค้าก็จะไม่ซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน ติด ๆ กัน วิธีแก้ก็คือ ให้สลับประเภทของสินค้าที่จะเอามาไลฟ์สด เช่น ถ้าขายแบรนด์สบู่มา 5 แบรนด์ติดกัน ก็ควรเปลี่ยนไปขายสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า หรืออาหาร เพื่อรักษายอดขาย และอารมณ์ร่วมของคนดู 5. ต้องใส่ใจกฎของแพลตฟอร์มเสมอ แม้ว่าไลฟ์ของคุณเจนนี่จะมีคนเข้ามาดูระดับปรากฏการณ์ แต่ในบางครั้งที่ในไลฟ์มีคำต้องห้าม หรือ Action ที่ละเมิดกฎแพลตฟอร์ม ไลฟ์ก็สามารถโดนแบนได้เหมือนกัน ซึ่งวันนี้ก็มีเคสที่ไลฟ์ของคุณเจนนี่โดนแบน เพราะมีคำต้องห้ามที่ TikTok ห้ามพูดหลุดเข้ามาในไลฟ์ 6. ช่วงต้นไลฟ์ต้องทำให้มี Engagement ดีที่สุด ในช่วงการเปิดไลฟ์ควรใช้ดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้มีคนกดเข้ามาดูเยอะที่สุด เพราะคุณเจนนี่มองว่า TikTok จะเปิดการมองเห็นให้ไลฟ์ของเราไปขึ้นฟีดคนที่เล่น TikTok ในตอนนั้น ซึ่งวิธีที่คุณเจนนี่ใช้ก็คือ เอาดาราหรือคนดัง มาดึง ตัวอย่างคนดังที่คุณเจนนี่เคยไลฟ์ร่วมกัน เช่น - คุณกาละแมร์ พัชรศรี - คุณป๋อ ณัฐวุฒิ - คุณปู ไปรยา และล่าสุดคือ คุณกระแต อาร์สยามที่ตอนนี้ทำยอดขายไปได้กว่า 31 ล้านบาทแล้ว 7. จัดการความเสี่ยงเรื่องยกเลิกออร์เดอร์ ด้วยการปักตะกร้าเอาไว้ก่อน เพราะการซื้อสินค้าบน TikTok ใช่ว่ากดซื้อเยอะแล้วทุกคนจะจ่ายเงิน เพราะก็ยังมีหลายคนที่กดใส่ตะกร้าหรือเลือกช่องทางการจ่ายเงินเป็นเก็บเงินปลายทาง จึงทำให้ยังมีโอกาสยกเลิกออร์เดอร์ได้ ซึ่งคุณเจนนี่ก็รับรู้ปัญหาส่วนนี้ จึงไม่ได้ถอดตะกร้าสินค้าจากแบรนด์ออก แต่เลือกที่จะติดเอาไว้ในลำดับถัด ๆ ไปนั่นเอง 8. ควรนำคอนเทนต์จากไลฟ์ไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ออร์แกนิก พูดง่าย ๆ ก็คือ แบรนด์สามารถบันทึกไลฟ์ของคุณเจนนี่ เพื่อนำไปทำคลิปสร้างคอนเทนต์ออร์แกนิก หรือต่อยอดได้ เพราะอย่างน้อยก็เหมือนได้ชื่อว่า เคยขึ้นไลฟ์ของคุณเจนนี่มาแล้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มการมองเห็นแล้ว ยังทำให้แฟนคลับของคุณเจนนี่ มีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าจากแบรนด์อีกครั้ง 9. ให้คนดูมีส่วนร่วมภายในไลฟ์ คุณเจนนี่จะให้คนดูมีสิทธิ์ในการเลือกได้ว่าสินค้าต่อไปที่จะให้ขึ้นไลฟ์ อยากได้เป็นสินค้าแบรนด์อะไร เพราะคุณเจนนี่จะสามารถทำข้อตกลงเรื่องราคาจนสามารถสร้างข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับคนดูไลฟ์ได้ 10. ไม่ไลฟ์คนเดียวแต่ให้คนดังหรือแบรนด์มาช่วยไลฟ์ คุณเจนนี่บอกว่าพอไลฟ์ด้วยตัวเองคนเดียวนาน ๆ จะทำให้คนดูเริ่มเบื่อ แถมความน่าเชื่อถือ จะดูน้อยลงเรื่อย ๆ คุณเจนนี่เลยใช้วิธีให้เจ้าของแบรนด์ที่เอาของมาฝากขาย ให้ขึ้นมาช่วยพูดสรรพคุณ ของสินค้าแทน ทำให้ในภาพรวมไลฟ์ดูไม่น่าเบื่อเกินไป.. สุดท้ายนี้ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่าสินค้าหลาย ๆ ชิ้น ที่เอาขึ้นมาให้คุณเจนนี่ไลฟ์สดจะ “มีราคาถูกกว่า” ในช่วงเวลาปกติ ซึ่งน่าจะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไลฟ์สดของคุณเจนนี่มีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี.. #เจนนี่ #ไลฟ์สด
    ไลค์
    ยิ้ม
    Wow
    10
    7 ความคิดเห็น 0 แชร์ 869 ยอดวิว 0 รีวิว
  • กลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ “เจนนี่ ไลฟ์ร้อยล้าน” หลังไลฟ์ขายของ ยอดขายรวม 5 วัน ทะลุกว่า 400 ล้านบาท (ตัวเลขโดยประมาณ) นักการตลาดมอง เป็นโมเดลใหม่ของการขายออนไลน์ – ไม่ต้องลงทุนมหาศาล แต่ใช้ “ความจริงใจ + เรียลไทม์” ดึงยอดได้แบบถล่มทลาย กลายเป็นเคสศึกษาการตลาดยุคใหม่
    เทคนิคไลฟ์ร้อยล้าน “เจนนี่”
    1.ปักหมุดสินค้าที่ Hot ที่สุด
    2. ถ้าลูกค้าสนใจตัวไหน อย่าเพิ่งเปลี่ยนไปพูดตัวอื่น ให้พูดตัวที่ลูกค้าสนใจก่อน
    3. ควรมีแอดมินประจำการไลฟ์สด ให้ขึ้นสินค้าตามที่เราพูด
    4. ถ้าตะกร้าสินค้าสามารถขึ้น Hot 999+ เมื่อไหร่ ระบบจะส่งคนมาให้อีกเยอะมาก
    5. ยิ่งหัวใจในไลฟ์เยอะ ระบบจะยิ่งนำส่งเพิ่มมากขึ้น เจนนี่บอกว่า 10 ล้านหัวใจ จะยิ่งเพิ่มการมองเห็น
    6. ยึดคนดูในไลฟ์สดเป็นสำคัญ เพราะยิ่งอยู่ คอมเมนต์ กดหัวใจ และซื้อของ ระบบยิ่งดัน
    7. บางครั้งสูญเสียตัวตนบ้างนิดหน่อย เพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่กับเราไปเรื่อยๆ ได้
    8. ถ้ามีเทรนด์ ให้รีบไลฟ์ และทำคลิปของสินค้าตัวนั้นเลย
    9. ถ้าสินค้าตัวนั้นแมส ขายได้เกิน 1,000 บ้าน จะกลายเป็นสินค้าขายดี ให้รีบทำคลิป จะแมสเองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องยิงแอด
    10. ถ้าไม่มีเวลาทำคลิป นำไลฟ์ไปตัดต่อเป็นคลิปสั้น แล้วไปปักตะกร้าต่อยอดได้เลย
    กลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ “เจนนี่ ไลฟ์ร้อยล้าน” หลังไลฟ์ขายของ ยอดขายรวม 5 วัน ทะลุกว่า 400 ล้านบาท (ตัวเลขโดยประมาณ) นักการตลาดมอง เป็นโมเดลใหม่ของการขายออนไลน์ – ไม่ต้องลงทุนมหาศาล แต่ใช้ “ความจริงใจ + เรียลไทม์” ดึงยอดได้แบบถล่มทลาย กลายเป็นเคสศึกษาการตลาดยุคใหม่ เทคนิคไลฟ์ร้อยล้าน “เจนนี่” 1.ปักหมุดสินค้าที่ Hot ที่สุด 2. ถ้าลูกค้าสนใจตัวไหน อย่าเพิ่งเปลี่ยนไปพูดตัวอื่น ให้พูดตัวที่ลูกค้าสนใจก่อน 3. ควรมีแอดมินประจำการไลฟ์สด ให้ขึ้นสินค้าตามที่เราพูด 4. ถ้าตะกร้าสินค้าสามารถขึ้น Hot 999+ เมื่อไหร่ ระบบจะส่งคนมาให้อีกเยอะมาก 5. ยิ่งหัวใจในไลฟ์เยอะ ระบบจะยิ่งนำส่งเพิ่มมากขึ้น เจนนี่บอกว่า 10 ล้านหัวใจ จะยิ่งเพิ่มการมองเห็น 6. ยึดคนดูในไลฟ์สดเป็นสำคัญ เพราะยิ่งอยู่ คอมเมนต์ กดหัวใจ และซื้อของ ระบบยิ่งดัน 7. บางครั้งสูญเสียตัวตนบ้างนิดหน่อย เพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่กับเราไปเรื่อยๆ ได้ 8. ถ้ามีเทรนด์ ให้รีบไลฟ์ และทำคลิปของสินค้าตัวนั้นเลย 9. ถ้าสินค้าตัวนั้นแมส ขายได้เกิน 1,000 บ้าน จะกลายเป็นสินค้าขายดี ให้รีบทำคลิป จะแมสเองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องยิงแอด 10. ถ้าไม่มีเวลาทำคลิป นำไลฟ์ไปตัดต่อเป็นคลิปสั้น แล้วไปปักตะกร้าต่อยอดได้เลย
    ไลค์
    รัก
    ยิ้ม
    15
    9 ความคิดเห็น 0 แชร์ 582 ยอดวิว 0 รีวิว
โหลดแอปเมต้านารวย