• มีบทวิเคราะห์ในต่างประเทศ เริ่มคุยถึง "แผนลับ BlackRock" ทุบ Bitcoin เพื่อบีบให้ MicroStrategy ขาย BTC ?

    ในขณะที่ตลาดคริปโทฯ กำลังผันผวน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงกลไกตลาดตามธรรมชาติ แต่ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ให้เห็นว่า การร่วงลงของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ ทั้งจังหวะเวลาและปริมาณการขาย โดยฝีมือของผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock

    นี่ไม่ใช่แค่การขายทำกำไรธรรมดา แต่เป็น "แผนลับ" เพื่อบีบให้ Michael Saylor และ MicroStrategy ($MSTR) ต้องขาย Bitcoin ทิ้ง

    -----

    ทำไมต้องทุบ? และทำไมต้องตอนนี้?

    การเทขายที่เกิดขึ้นมีความแม่นยำผิดปกติ ซึ่งรายย่อย (Retail) ไม่สามารถทำกราฟแบบนี้ได้ ช่วงเวลานี้คือช่วง "Post-halving" (หลังการ Halving) ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดเบาบางที่สุด การโยนคำสั่งขายจากสถาบันใหญ่เพียงคำสั่งเดียว สามารถสร้างภาพลวงตาของการกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ได้ทันที

    BlackRock มองเห็นช่องโหว่นี้ และเลือกกดดันตลาดในช่วงที่สภาพคล่องต่ำที่สุด เพื่อสร้างคลื่นแห่งความกลัว (FUD) ให้กระจายไปทั่ว Ecosystem และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Bear Market ที่ถูกสร้างขึ้น

    -----

    เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Bitcoin แต่คือ Saylor

    BlackRock ไม่ได้ต้องการทำลาย Bitcoin แต่พวกเขาต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อ "ลดทอนอำนาจ" ของ MicroStrategy เป้าหมายหลักคือการกดดันราคาให้ต่ำลงจนส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของ $MSTR

    เมื่อ Michael Saylor ถูกบีบจากทั้งสองทาง เขาจะกลายเป็นหมากที่ควบคุมได้ เหตุผลนั้นชัดเจน: MicroStrategy ถือครอง Bitcoin อยู่กว่า 650,000 BTC

    หากราคากดลงมาอีกนิดจนแตะต้นทุนเฉลี่ย MicroStrategy จะตกอยู่ในสถานะเปราะบางทันที

    ▪ ราคา Bitcoin ปัจจุบัน - $91,751

    ▪ ต้นทุนเฉลี่ยของ $MSTR - $74,433

    -----

    กลยุทธ์บีบไข่แดง: ตีที่จุดอ่อนทางการเงิน

    BlackRock ฉลาดพอที่จะไม่โจมตีซึ่งหน้า เพราะจะดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) แต่พวกเขาเลือกโจมตีที่ "ข้อกำหนดทางการเงิน" (Financial Covenants)
    เมื่อหุ้น $MSTR ร่วงลง เจ้าหนี้จะเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขเงินกู้ทันที วงจรนรกที่พวกเขาวางไว้มีขั้นตอนดังนี้:

    1) เทขาย $BTC → เกิดความตื่นตระหนก (Panic) → ราคาร่วง

    2) ราคาดิ่ง → มูลค่าตลาดของทุนสำรอง $MSTR ลดฮวบ

    3) หุ้น $MSTR ร่วง → เกิดแรงกดดันจากเจ้าหนี้

    4) Saylor ถูกบีบ → จำเป็นต้องขายหรือปลดล็อกทุนสำรองบางส่วน

    5) BlackRock ช้อนซื้อของถูก

    6) วนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่!

    หาก MicroStrategy เข้าสู่ภาวะเสี่ยงและต้องเทขาย Bitcoin ออกมา แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มันจะไม่ใช่การขยับหลักร้อยล้าน แต่เป็น "หลักหมื่นล้านดอลลาร์" ซึ่งเพียงพอที่จะล้างกำไรที่สะสมมาหลายปีและสร้างตลาดหมีครั้งใหญ่

    -----

    เกมแห่งการครอบครอง (Domination)

    การสร้างวิกฤตครั้งนี้ทำกำไรมหาศาลให้กับ BlackRock เพราะ Bitcoin ราคาถูกคือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำหรับทศวรรษหน้า พวกเขาไม่ได้ต้องการแข่งขัน แต่ต้องการ "ครอบครอง"

    ทุกครั้งที่เกิดการเทขายแบบประดิษฐ์ (Artificial Crash) คือการที่พวกเขากวาดส่วนแบ่งตลาดที่รายย่อยยอมคายออกมาด้วยความกลัว

    ปัจจุบัน BlackRock คุม Supply ของ BTC ไปแล้วกว่า 3% แต่เป้าหมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ 7-10% (ประมาณ 1.47 - 2.1 ล้าน BTC) ซึ่งเป็นระดับที่พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เบ็ดเสร็จ

    -----

    นักลงทุนควรทำอย่างไร?

    BlackRock ไม่จำเป็นต้องพังตลาดให้พินาศ แค่เขย่า (Shake) ให้คนขวัญอ่อนคายของออกมาก็พอ ความตื่นตระหนกหมู่ (Mass Panic) ทำงานได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ
    ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ

    ▪ อย่าตอบสนองต่อทุกการแกว่งตัวของราคา เพราะนั่นคือสิ่งที่ตลาดคาดหวัง

    ▪ ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ลองสังเกตการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินวาฬ

    ▪ เข้าใจเกม พร้อมยอมรับว่าการปั่นราคาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

    จำไว้ว่า ในขณะที่มือใหญ่กำลังกดราคาลง พวกเขาก็กำลังเตรียมพื้นดินสำหรับการดีดตัวครั้งใหญ่ในรอบถัดไปเช่นกัน

    #BusinessTomorrow #BlackRock #MicroStrategy #Bitcoin #BTC #MSTR #MichaelSaylor #บิตคอยน์ #คริปโท
    มีบทวิเคราะห์ในต่างประเทศ เริ่มคุยถึง "แผนลับ BlackRock" ทุบ Bitcoin เพื่อบีบให้ MicroStrategy ขาย BTC ? ในขณะที่ตลาดคริปโทฯ กำลังผันผวน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงกลไกตลาดตามธรรมชาติ แต่ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ให้เห็นว่า การร่วงลงของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ ทั้งจังหวะเวลาและปริมาณการขาย โดยฝีมือของผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock นี่ไม่ใช่แค่การขายทำกำไรธรรมดา แต่เป็น "แผนลับ" เพื่อบีบให้ Michael Saylor และ MicroStrategy ($MSTR) ต้องขาย Bitcoin ทิ้ง ----- 🔸 ทำไมต้องทุบ? และทำไมต้องตอนนี้? การเทขายที่เกิดขึ้นมีความแม่นยำผิดปกติ ซึ่งรายย่อย (Retail) ไม่สามารถทำกราฟแบบนี้ได้ ช่วงเวลานี้คือช่วง "Post-halving" (หลังการ Halving) ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดเบาบางที่สุด การโยนคำสั่งขายจากสถาบันใหญ่เพียงคำสั่งเดียว สามารถสร้างภาพลวงตาของการกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ได้ทันที BlackRock มองเห็นช่องโหว่นี้ และเลือกกดดันตลาดในช่วงที่สภาพคล่องต่ำที่สุด เพื่อสร้างคลื่นแห่งความกลัว (FUD) ให้กระจายไปทั่ว Ecosystem และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Bear Market ที่ถูกสร้างขึ้น ----- 🔸 เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Bitcoin แต่คือ Saylor BlackRock ไม่ได้ต้องการทำลาย Bitcoin แต่พวกเขาต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อ "ลดทอนอำนาจ" ของ MicroStrategy เป้าหมายหลักคือการกดดันราคาให้ต่ำลงจนส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของ $MSTR เมื่อ Michael Saylor ถูกบีบจากทั้งสองทาง เขาจะกลายเป็นหมากที่ควบคุมได้ เหตุผลนั้นชัดเจน: MicroStrategy ถือครอง Bitcoin อยู่กว่า 650,000 BTC หากราคากดลงมาอีกนิดจนแตะต้นทุนเฉลี่ย MicroStrategy จะตกอยู่ในสถานะเปราะบางทันที ▪ ราคา Bitcoin ปัจจุบัน - $91,751 ▪ ต้นทุนเฉลี่ยของ $MSTR - $74,433 ----- 🔸 กลยุทธ์บีบไข่แดง: ตีที่จุดอ่อนทางการเงิน BlackRock ฉลาดพอที่จะไม่โจมตีซึ่งหน้า เพราะจะดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) แต่พวกเขาเลือกโจมตีที่ "ข้อกำหนดทางการเงิน" (Financial Covenants) เมื่อหุ้น $MSTR ร่วงลง เจ้าหนี้จะเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขเงินกู้ทันที วงจรนรกที่พวกเขาวางไว้มีขั้นตอนดังนี้: 1) เทขาย $BTC → เกิดความตื่นตระหนก (Panic) → ราคาร่วง 2) ราคาดิ่ง → มูลค่าตลาดของทุนสำรอง $MSTR ลดฮวบ 3) หุ้น $MSTR ร่วง → เกิดแรงกดดันจากเจ้าหนี้ 4) Saylor ถูกบีบ → จำเป็นต้องขายหรือปลดล็อกทุนสำรองบางส่วน 5) BlackRock ช้อนซื้อของถูก 6) วนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่! หาก MicroStrategy เข้าสู่ภาวะเสี่ยงและต้องเทขาย Bitcoin ออกมา แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มันจะไม่ใช่การขยับหลักร้อยล้าน แต่เป็น "หลักหมื่นล้านดอลลาร์" ซึ่งเพียงพอที่จะล้างกำไรที่สะสมมาหลายปีและสร้างตลาดหมีครั้งใหญ่ ----- 🔸 เกมแห่งการครอบครอง (Domination) การสร้างวิกฤตครั้งนี้ทำกำไรมหาศาลให้กับ BlackRock เพราะ Bitcoin ราคาถูกคือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำหรับทศวรรษหน้า พวกเขาไม่ได้ต้องการแข่งขัน แต่ต้องการ "ครอบครอง" ทุกครั้งที่เกิดการเทขายแบบประดิษฐ์ (Artificial Crash) คือการที่พวกเขากวาดส่วนแบ่งตลาดที่รายย่อยยอมคายออกมาด้วยความกลัว ปัจจุบัน BlackRock คุม Supply ของ BTC ไปแล้วกว่า 3% แต่เป้าหมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ 7-10% (ประมาณ 1.47 - 2.1 ล้าน BTC) ซึ่งเป็นระดับที่พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เบ็ดเสร็จ ----- 🔸 นักลงทุนควรทำอย่างไร? BlackRock ไม่จำเป็นต้องพังตลาดให้พินาศ แค่เขย่า (Shake) ให้คนขวัญอ่อนคายของออกมาก็พอ ความตื่นตระหนกหมู่ (Mass Panic) ทำงานได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ▪ อย่าตอบสนองต่อทุกการแกว่งตัวของราคา เพราะนั่นคือสิ่งที่ตลาดคาดหวัง ▪ ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ลองสังเกตการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินวาฬ ▪ เข้าใจเกม พร้อมยอมรับว่าการปั่นราคาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จำไว้ว่า ในขณะที่มือใหญ่กำลังกดราคาลง พวกเขาก็กำลังเตรียมพื้นดินสำหรับการดีดตัวครั้งใหญ่ในรอบถัดไปเช่นกัน #BusinessTomorrow #BlackRock #MicroStrategy #Bitcoin #BTC #MSTR #MichaelSaylor #บิตคอยน์ #คริปโท
    ไลค์
    รัก
    Wow
    7
    2 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1740 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ตลาดกำลังกลัว…แต่วาฬกำลัง “เก็บเงียบ ๆ”

    ถ้าวันนี้คุณเปิดกราฟแล้วรู้สึกตลาดจบแล้ว …อีกฟากหนึ่งของโลก มีคนกำลังซื้อแบบเงียบ ๆ

    และที่น่าสนใจคือ ทั้งฝั่งสถาบัน และฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
    ดันขยับไปในทิศทางเดียวกันแบบน่าแปลกใจ

    ---

    1) ETF กลับมาเป็น Inflow แรงพร้อมกันทั้ง BTC และ ETH ( 18 พ.ย.2025)

    หลังจากไหลออกเป็นสัปดาห์
    ตลาดเพิ่งเห็นเขียวแบบ “มีวอลุ่ม” อีกครั้ง:

    ตลาดกำลังกลัว แต่วาฬอาจมองต่างออกไป

    ---

    2) ฝั่งการเมือง…ก็ซื้อเพิ่มตอนตลาดกลัว

    Brandon Gill คนใกล้ชิดทรัมป์
    ช่วงแระมาณวันที่ 20 ตุลาคม: ซื้อ Bitcoin มูลค่า $100,000–$250,000 (3.6–9 ล้านบาท)

    ปลายเดือนตุลาคม: เพิ่มถือ IBIT ของ BlackRock อีก $15,000–$50,000 (0.54–1.8 ล้านบาท)

    ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเดือนมกราคม เขาซื้อ BTC สะสมไปแล้ว สูงสุด $2.6 ล้าน (93 ล้านบาท)

    และซื้อ IBIT สะสม สูงสุด $150,000 (5.4 ล้านบาท)

    ถามว่าทำไมต้องซื้อ “ตอนคนอื่นกลัว”?

    เพราะคนที่มีข้อมูลมากกว่า
    มักจะรู้ดีว่าตลาดแบบไหน…กำลังให้ส่วนลด

    และการที่นักการเมืองโปร-Bitcoin ขยับตัวในจังหวะแบบนี้
    มันสะท้อน narrative ใหญ่ของสหรัฐว่า:

    “Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์”

    ---

    เมื่อสองสัญญาณมาตัดกัน…ต้องตีความให้ลึกกว่าเดิม

    คนทั่วไปขาย เพราะกลัว

    คนถือเงินใหญ่ซื้อ เพราะมองเห็นคุณค่า

    นักการเมืองซื้อ เพราะรู้ว่าทิศนโยบายกำลังเปลี่ยน

    ETF ซื้อ เพราะพอร์ตใหญ่ต้องคิดแบบระยะยาว

    เวลาแบบนี้อาจมีโอกาสก็ซ่อนอยู่..

    ---

    ตลาดจะเล่าเรื่องของมัน
    แต่ flow ของเงิน…จะเล่า “ความจริง”

    เพราะช่วงแบบนี้…เราอาจต้องถามตัวเอง
    Smart Money กำลังทำอะไรอยู่?
    🇺🇸ตลาดกำลังกลัว…แต่วาฬกำลัง “เก็บเงียบ ๆ” ถ้าวันนี้คุณเปิดกราฟแล้วรู้สึกตลาดจบแล้ว …อีกฟากหนึ่งของโลก มีคนกำลังซื้อแบบเงียบ ๆ และที่น่าสนใจคือ ทั้งฝั่งสถาบัน และฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ดันขยับไปในทิศทางเดียวกันแบบน่าแปลกใจ --- 1) ETF กลับมาเป็น Inflow แรงพร้อมกันทั้ง BTC และ ETH ( 18 พ.ย.2025) หลังจากไหลออกเป็นสัปดาห์ ตลาดเพิ่งเห็นเขียวแบบ “มีวอลุ่ม” อีกครั้ง: ตลาดกำลังกลัว แต่วาฬอาจมองต่างออกไป --- 2) ฝั่งการเมือง…ก็ซื้อเพิ่มตอนตลาดกลัว Brandon Gill คนใกล้ชิดทรัมป์ ช่วงแระมาณวันที่ 20 ตุลาคม: ซื้อ Bitcoin มูลค่า $100,000–$250,000 (3.6–9 ล้านบาท) ปลายเดือนตุลาคม: เพิ่มถือ IBIT ของ BlackRock อีก $15,000–$50,000 (0.54–1.8 ล้านบาท) ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเดือนมกราคม เขาซื้อ BTC สะสมไปแล้ว สูงสุด $2.6 ล้าน (93 ล้านบาท) และซื้อ IBIT สะสม สูงสุด $150,000 (5.4 ล้านบาท) ถามว่าทำไมต้องซื้อ “ตอนคนอื่นกลัว”? เพราะคนที่มีข้อมูลมากกว่า มักจะรู้ดีว่าตลาดแบบไหน…กำลังให้ส่วนลด และการที่นักการเมืองโปร-Bitcoin ขยับตัวในจังหวะแบบนี้ มันสะท้อน narrative ใหญ่ของสหรัฐว่า: “Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” --- 🎯 เมื่อสองสัญญาณมาตัดกัน…ต้องตีความให้ลึกกว่าเดิม คนทั่วไปขาย เพราะกลัว คนถือเงินใหญ่ซื้อ เพราะมองเห็นคุณค่า นักการเมืองซื้อ เพราะรู้ว่าทิศนโยบายกำลังเปลี่ยน ETF ซื้อ เพราะพอร์ตใหญ่ต้องคิดแบบระยะยาว เวลาแบบนี้อาจมีโอกาสก็ซ่อนอยู่.. --- ตลาดจะเล่าเรื่องของมัน แต่ flow ของเงิน…จะเล่า “ความจริง” เพราะช่วงแบบนี้…เราอาจต้องถามตัวเอง 👉 Smart Money กำลังทำอะไรอยู่?
    ไลค์
    รัก
    6
    0 ความคิดเห็น 1 แชร์ 727 ยอดวิว 0 รีวิว
  • AI Ethics หลักจริยธรรมที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่ม Gen AI
    .
    ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเท่าไร ปัญหาหรือข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะแม้ AI จะมีประโยชน์รอบด้าน แต่หากถูกใช้งานโดยขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น การละเมิดความเป็นส่วนตัว การสร้างอคติ หรือการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาด เป็นต้น
    .
    นี่จึงเป็นเหตุผลที่ AI Ethics หรือ “จริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาและใช้งาน AI เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างคุณค่าต่อผู้ใช้งานและสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดสิทธิ์ของใคร
    .
    แล้วหลักในการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม มีอะไรบ้างนะที่เราควรรู้
    .
    เคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น
    ข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI ไม่ควรเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ โดยปราศจากความยินยอมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
    .
    มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
    กระบวนการทำงานของ AI ควรมีความชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าระบบตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ขึ้นมาอย่างไร และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้และสังคมโดยรวม
    .
    ปฏิบัติภายใต้กฎหมายและศีลธรรม
    การใช้งาน AI ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรนำไปใช้ในลักษณะที่อาจขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม เช่น การสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล การสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่น
    .
    คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมและภาพรวมอยู่เสมอ
    การพัฒนาและใช้งาน AI ควรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต
    .
    ในวันที่ AI เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “AI เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะใช้งานมันอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะเมื่อเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมจริยธรรม AI ก็จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า ที่จะต่อยอดไปสู่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคตที่ยั่งยืน
    .
    ทำความรู้จัก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้มากขึ้น
    คลิกเลย https://bdi.or.th/
    .
    #DATA #BigData #BDI #สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #MDES #ข้อมูลขนาดใหญ่ #AI
    🌐 AI Ethics หลักจริยธรรมที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่ม Gen AI . ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเท่าไร ปัญหาหรือข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะแม้ AI จะมีประโยชน์รอบด้าน แต่หากถูกใช้งานโดยขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น การละเมิดความเป็นส่วนตัว การสร้างอคติ หรือการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาด เป็นต้น . นี่จึงเป็นเหตุผลที่ AI Ethics หรือ “จริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาและใช้งาน AI เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ✅ เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างคุณค่าต่อผู้ใช้งานและสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดสิทธิ์ของใคร . แล้วหลักในการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม มีอะไรบ้างนะที่เราควรรู้ 🤔 . 📍 เคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น ข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI ไม่ควรเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ โดยปราศจากความยินยอมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน . 📍 มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ กระบวนการทำงานของ AI ควรมีความชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าระบบตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ขึ้นมาอย่างไร และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้และสังคมโดยรวม . 📍 ปฏิบัติภายใต้กฎหมายและศีลธรรม การใช้งาน AI ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรนำไปใช้ในลักษณะที่อาจขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม เช่น การสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล การสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่น . 📍 คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมและภาพรวมอยู่เสมอ การพัฒนาและใช้งาน AI ควรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต . ในวันที่ AI เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “AI เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะใช้งานมันอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะเมื่อเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมจริยธรรม AI ก็จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า ที่จะต่อยอดไปสู่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคตที่ยั่งยืน ✨ . 👉 ทำความรู้จัก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้มากขึ้น ✅ คลิกเลย https://bdi.or.th/ . #DATA #BigData #BDI #สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #MDES #ข้อมูลขนาดใหญ่ #AI
    ไลค์
    รัก
    7
    0 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1024 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ถ้า Satoshi ขยับ Bitcoin ครั้งแรกในรอบ 15 ปี… จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดคริปโต? บทความพิเศษจาก LadyCrypto
    ในโลกที่ทุกความเคลื่อนไหวของวาฬอาจเขย่าตลาด… ยังมี “กระเป๋าใหญ่ที่สุดในโลก” ที่ไม่เคยขยับเลยสักครั้งเดียว
    ใช่ค่ะ เรากำลังพูดถึง Bitcoin กว่า 1.1 – 1.5 ล้าน BTC ที่เชื่อว่าเป็นของ “Satoshi Nakamoto” ผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งยังคง “นิ่งสนิท” มาตั้งแต่ปี 2009-2011 — และวันนี้มีมูลค่ากว่า $100,000,000,000++ (มากกว่าทุนสำรองบางประเทศ!)

    ใครคือ Satoshi และเงินก้อนนี้มาจากไหน?
    • Satoshi คือผู้สร้าง Bitcoin ในปี 2009 (จนถึงวันนี้…ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร!)
    • เขาขุด BTC ตั้งแต่ Genesis Block (3 ม.ค. 2009) โดยใช้แค่คอมพิวเตอร์บ้าน ๆ ในยุคที่ไม่มีคู่แข่งในการขุด
    • คาดว่า Wallet ของ Satoshi มี BTC มากถึง 1.1–1.5 ล้าน BTC
    • เงินเหล่านี้ ไม่เคยถูกโอนออก–ขาย–หรือเคลื่อนไหว เลยแม้แต่ครั้งเดียว
    การที่กระเป๋านี้ “นิ่ง” มาตลอด 15 ปี กลายเป็นหนึ่งในตำนานของโลกคริปโต

    ถ้าวันหนึ่ง… เงินก้อนนี้เคลื่อนไหว?
    ความเป็นไปได้มีหลายมุม เช่น:
    กู้คืน Private Key ที่หายไปได้
    Satoshi อาจยังมีชีวิต และอยากโอนให้ทายาท
    ต้องการส่งสัญญาณทางอุดมการณ์ เช่น แจกเพื่อกระจายความมั่งคั่ง หรือ “ล้างระบบ”
    โดนแฮ็ก ถูกบังคับ หรือหน่วยงานรัฐพยายามแทรกแซง
    ไม่ว่าเหตุผลไหน… การโอนแม้เพียง 0.01 BTC ก็จะ:
    • ขึ้นหน้า Block Explorer ทันที
    • จุดกระแสข่าว ฟีดข่าวร้อนทั่วโลก
    • อาจกระทบตลาดราคาทันทีจากแรง Panic หรือ FOMO

    ผลกระทบต่อราคา–ความเชื่อมั่น–สังคม
    ความกลัวว่าจะ Dump → อาจทำให้เกิดการขายตื่นตระหนก (เหมือนตอน Mt. Gox ปล่อยเหรียญ)
    นักลงทุนสถาบันอาจมองว่า Bitcoin ไม่เสถียร
    ราคาร่วง, แรงเทขายมหาศาล, ตลาดเข้าสู่ Bear Phase
    แต่ในอีกมุม:
    หากเคลื่อนย้ายแบบโปร่งใส ค่อย ๆ ปล่อย อาจสร้างความมั่นใจ ว่า Satoshi ยังเชื่อในระบบ
    หรือใช้เงินก้อนนี้สนับสนุนโปรเจกต์ Humanitarian อาจยิ่งส่งเสริมความน่าเชื่อถือของระบบ Blockchain

    Mt. Gox: บทเรียนจากอดีตเกี่ยวกับ “กระเป๋าใหญ่ที่เคลื่อนไหว”
    Mt. Gox เคยเป็น Exchange ใหญ่สุดในโลก ก่อนจะล่มในปี 2014
    มูลค่ากว่า 850,000 BTC หายไป (มูลค่า ณ วันล่ม = ~$400 ล้าน, ปัจจุบัน = มากกว่า $100B)
    ในปี 2024 นี้ (Oct 31) ทางการญี่ปุ่นจะเริ่มแจกจ่าย BTC คืนให้เจ้าหนี้
    และทุกครั้งที่ Mt. Gox เคลื่อนไหวกระเป๋า → ตลาดก็ “ผันผวนแรง”
    นี่คือเหตุผลที่ Satoshi’s Wallet กลายเป็น “ระเบิดเวลาทางจิตวิทยา” ของตลาด

    4 ฉากจินตนาการ ถ้า BTC ของ Satoshi ขยับ
    1. เคลื่อนช้า โปร่งใส: ตลาดรับได้ อาจสร้างภาพบวกต่อระบบ
    2. ปล่อยทีเดียว 1 ล้าน BTC: แพนิก, ดึงราคาดิ่ง, ก่อ Bear Market
    3. ไม่ขยับเลย: เกิดตำนานต่อไป และใช้เป็นเครื่องยืนยัน “ความบริสุทธิ์ของระบบ”
    4. Satoshi เปิดตัวจริง: Crypto โลกสั่นสะเทือนทั้งระบบ ทั้งบวก–ลบ

    สรุปประเด็นชวนคิด
    • กระเป๋าของ Satoshi = ตัวแปรลับที่ไม่มีใครควบคุมได้
    • การไม่ขยับตลอด 15 ปี = ความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของระบบ
    • การเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย อาจสร้างผลสะเทือนแบบ “Black Swan” ให้ตลาด
    • แต่ถ้าใช้เพื่อเปลี่ยนโลก (เช่น Humanitarian Aid หรือกระจาย BTC ให้คนจน) → Satoshi อาจกลายเป็น “Hero ที่แท้จริงของระบบการเงินใหม่”

    คุณคิดว่า…
    “Satoshi ยังอยู่ไหม?”
    “กระเป๋านี้จะถูกใช้เมื่อไหร่ และเพื่ออะไร?”

    แหล่งอ้างอิง: Cointelegraph, Decrypt, Glassnode, BTC.com
    #Satoshi #Bitcoin #BTC #MtGox #BlackSwan #CryptoMystery
    #GenesisWallet #BitcoinHistory #คริปโต #LadyCrypto
    #MewLadyCrypto #Bitget
    🧠 ถ้า Satoshi ขยับ Bitcoin ครั้งแรกในรอบ 15 ปี… จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดคริปโต? บทความพิเศษจาก LadyCrypto ในโลกที่ทุกความเคลื่อนไหวของวาฬอาจเขย่าตลาด… ยังมี “กระเป๋าใหญ่ที่สุดในโลก” ที่ไม่เคยขยับเลยสักครั้งเดียว 📍 ใช่ค่ะ เรากำลังพูดถึง Bitcoin กว่า 1.1 – 1.5 ล้าน BTC ที่เชื่อว่าเป็นของ “Satoshi Nakamoto” ผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งยังคง “นิ่งสนิท” มาตั้งแต่ปี 2009-2011 — และวันนี้มีมูลค่ากว่า $100,000,000,000++ (มากกว่าทุนสำรองบางประเทศ!) ⸻ 🔍 ใครคือ Satoshi และเงินก้อนนี้มาจากไหน? • Satoshi คือผู้สร้าง Bitcoin ในปี 2009 (จนถึงวันนี้…ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร!) • เขาขุด BTC ตั้งแต่ Genesis Block (3 ม.ค. 2009) โดยใช้แค่คอมพิวเตอร์บ้าน ๆ ในยุคที่ไม่มีคู่แข่งในการขุด • คาดว่า Wallet ของ Satoshi มี BTC มากถึง 1.1–1.5 ล้าน BTC • เงินเหล่านี้ ไม่เคยถูกโอนออก–ขาย–หรือเคลื่อนไหว เลยแม้แต่ครั้งเดียว การที่กระเป๋านี้ “นิ่ง” มาตลอด 15 ปี กลายเป็นหนึ่งในตำนานของโลกคริปโต 🕯️ ⸻ 🔥 ถ้าวันหนึ่ง… เงินก้อนนี้เคลื่อนไหว? ความเป็นไปได้มีหลายมุม เช่น: • 📦 กู้คืน Private Key ที่หายไปได้ • 👤 Satoshi อาจยังมีชีวิต และอยากโอนให้ทายาท • 🌐 ต้องการส่งสัญญาณทางอุดมการณ์ เช่น แจกเพื่อกระจายความมั่งคั่ง หรือ “ล้างระบบ” • 🧨 โดนแฮ็ก ถูกบังคับ หรือหน่วยงานรัฐพยายามแทรกแซง ไม่ว่าเหตุผลไหน… การโอนแม้เพียง 0.01 BTC ก็จะ: • ขึ้นหน้า Block Explorer ทันที • จุดกระแสข่าว ฟีดข่าวร้อนทั่วโลก • อาจกระทบตลาดราคาทันทีจากแรง Panic หรือ FOMO ⸻ 📉 ผลกระทบต่อราคา–ความเชื่อมั่น–สังคม • 💣 ความกลัวว่าจะ Dump → อาจทำให้เกิดการขายตื่นตระหนก (เหมือนตอน Mt. Gox ปล่อยเหรียญ) • 💔 นักลงทุนสถาบันอาจมองว่า Bitcoin ไม่เสถียร • 📉 ราคาร่วง, แรงเทขายมหาศาล, ตลาดเข้าสู่ Bear Phase แต่ในอีกมุม: • 🛡️ หากเคลื่อนย้ายแบบโปร่งใส ค่อย ๆ ปล่อย อาจสร้างความมั่นใจ ว่า Satoshi ยังเชื่อในระบบ • 🤝 หรือใช้เงินก้อนนี้สนับสนุนโปรเจกต์ Humanitarian อาจยิ่งส่งเสริมความน่าเชื่อถือของระบบ Blockchain ⸻ 📌 Mt. Gox: บทเรียนจากอดีตเกี่ยวกับ “กระเป๋าใหญ่ที่เคลื่อนไหว” Mt. Gox เคยเป็น Exchange ใหญ่สุดในโลก ก่อนจะล่มในปี 2014 มูลค่ากว่า 850,000 BTC หายไป (มูลค่า ณ วันล่ม = ~$400 ล้าน, ปัจจุบัน = มากกว่า $100B) ในปี 2024 นี้ (Oct 31) ทางการญี่ปุ่นจะเริ่มแจกจ่าย BTC คืนให้เจ้าหนี้ และทุกครั้งที่ Mt. Gox เคลื่อนไหวกระเป๋า → ตลาดก็ “ผันผวนแรง” 📍 นี่คือเหตุผลที่ Satoshi’s Wallet กลายเป็น “ระเบิดเวลาทางจิตวิทยา” ของตลาด ⸻ 📈 4 ฉากจินตนาการ ถ้า BTC ของ Satoshi ขยับ 1. ✅ เคลื่อนช้า โปร่งใส: ตลาดรับได้ อาจสร้างภาพบวกต่อระบบ 2. 💀 ปล่อยทีเดียว 1 ล้าน BTC: แพนิก, ดึงราคาดิ่ง, ก่อ Bear Market 3. 🕯️ ไม่ขยับเลย: เกิดตำนานต่อไป และใช้เป็นเครื่องยืนยัน “ความบริสุทธิ์ของระบบ” 4. 🧠 Satoshi เปิดตัวจริง: Crypto โลกสั่นสะเทือนทั้งระบบ ทั้งบวก–ลบ ⸻ 📚 สรุปประเด็นชวนคิด • กระเป๋าของ Satoshi = ตัวแปรลับที่ไม่มีใครควบคุมได้ • การไม่ขยับตลอด 15 ปี = ความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของระบบ • การเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย อาจสร้างผลสะเทือนแบบ “Black Swan” ให้ตลาด • แต่ถ้าใช้เพื่อเปลี่ยนโลก (เช่น Humanitarian Aid หรือกระจาย BTC ให้คนจน) → Satoshi อาจกลายเป็น “Hero ที่แท้จริงของระบบการเงินใหม่” ⸻ คุณคิดว่า… “Satoshi ยังอยู่ไหม?” “กระเป๋านี้จะถูกใช้เมื่อไหร่ และเพื่ออะไร?” ⸻ 📎 แหล่งอ้างอิง: Cointelegraph, Decrypt, Glassnode, BTC.com #Satoshi #Bitcoin #BTC #MtGox #BlackSwan #CryptoMystery #GenesisWallet #BitcoinHistory #คริปโต #LadyCrypto #MewLadyCrypto #Bitget
    ไลค์
    รัก
    ยิ้ม
    7
    6 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1590 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ท่านประธานได้รับรางวัลผู้นำต้นแบบดีเด่นในปี 2556 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ค่ะ
    ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ
    ท่านประธานได้รับรางวัลผู้นำต้นแบบดีเด่นในปี 2556 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ
    ไลค์
    2
    2 ความคิดเห็น 0 แชร์ 168 ยอดวิว 0 รีวิว
โหลดแอปเมต้านารวย