คลิปโตไทยเเลนด์
คลิปโตไทยเเลนด์
กดติดตามเพื่อรับข่าวสารคลิปโตก่อนใคร …
  • 113 people like this
  • 26 โพสต์
  • 24 Photos
  • 0 Videos
  • 0 Reviews
  • การศึกษา
Recent Updates
  • https://www.facebook.com/share/v/1DCuiLLe9i/
    https://www.facebook.com/share/v/1DCuiLLe9i/
    WWW.FACEBOOK.COM
    Facebook
    เมื่อ AI เริ่มคุยกันเอง... จุดจบมนุษย์เริ่มนับถอยหลัง? 🤖💀 . ข่าวลือหรือเรื่องจริง? เมื่อ AI สร้างภาษาลับที่มนุษย์แปลไม่ออก! มึงเคยสงสัยมั้ยว่าพวกมันคุยอะไรกัน? . คำตอบอาจจะน่ากลัวกว่าที่คิด......
    ไลค์
    รัก
    6
    1 ความคิดเห็น 0 แชร์ 310 ยอดวิว 0 รีวิว
  • "มีรายงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกบอกว่า... ภายในปี 2026 คอนเทนต์บนโลกออนไลน์กว่า 90% จะถูกสร้างโดย AI... ไม่ใช่มนุษย์"

    90% นะครับ! ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าฟีด Facebook, TikTok, YouTube ที่คุณไถอยู่ทุกวัน แทบไม่มีฝีมือมนุษย์เหลืออยู่เลย... แล้วตัวคุณที่เป็น "มนุษย์" จะไปยืนอยู่ตรงไหน?

    จะกลายเป็นส่วนเกิน? หรือจะกลายเป็นคนที่คุมเกมทั้งหมด?

    หลายคนบอกว่า "โอ๊ย อีกนาน" "AI มันยังไม่เก่งขนาดนั้นหรอก" ... ผมบอกเลยว่า คุณกำลังคิดผิดมหันต์ ครับ

    สึนามิลูกนี้มันไม่ได้ "กำลังจะมา" แต่มัน "มาถึงแล้ว" และมันกำลังกวาดคนที่ปรับตัวไม่ทันลงทะเลไปทีละคนๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

    แต่วันนี้... ผมไม่ได้มาขู่ให้กลัวครับ ผมมาเพื่อยื่น "กระดานโต้คลื่น" ให้

    ในคลิปนี้ ผมจะมาเผย "5 สึนามิลูกใหญ่" หรือ 5 เทรนด์ AI Marketing แห่งอนาคต ที่จะพลิกโฉมการหาเงินออนไลน์ไปตลอดกาล ถ้าคุณรู้ก่อน คุณคือเศรษฐีใหม่ แต่ถ้าคุณรู้ทีหลัง... คุณอาจจะไม่เหลือที่ยืนในตลาดครับ

    ตลอด 15 ปีที่ผมอยู่ในวงการ Marketing ผมเห็น "จุดเปลี่ยน" มาเยอะครับ

    จำตอนที่ Facebook ปรับลด Reach จนพ่อค้าแม่ค้าตายเรียบได้ไหม? จำตอนที่ TikTok มาใหม่ๆ แล้วคนบอกว่าเป็นแอปเต้นกินรำกิน แต่ตอนนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ได้ไหม?

    ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีคนสองกลุ่มเสมอครับ... กลุ่มแรกคือ "เหยื่อ" ที่รอให้คลื่นซัดจนจมน้ำ กับกลุ่มที่สองคือ "นักโต้คลื่น" ที่มองเห็นลมเปลี่ยนทิศ แล้วเตรียมตัวก่อนใคร

    ยอดขาย 7 หลักที่ผมทำได้ ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าใคร หรือขยันกว่าใครครับ แต่เป็นเพราะผม "เห็น" สิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น และผมใช้ AI เป็นเครื่องทุ่นแรงในการสร้าง "Machine" มารองรับเทรนด์เหล่านั้น

    และ 5 ข้อต่อไปนี้ คือสิ่งที่ผมเห็นว่า "มันมาแน่" และผมเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว... ไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

    สึนามิลูกที่ 1... "จุดจบของ SEO แบบเดิมๆ"
    เมื่อก่อนเราอยากรู้อะไร เราเข้า Google พิมพ์คีย์เวิร์ด แล้วไล่กดอ่านทีละเว็บใช่ไหมครับ? แต่ปีหน้า... พฤติกรรมนี้จะหายไปครับ

    คนจะเลิก "Search" แต่จะหันมา "Ask" แทน... ถาม ChatGPT, ถาม Perplexity, ถาม Gemini แล้วให้มัน "สรุป" คำตอบมาให้เลย ไม่ต้องกดเข้าเว็บ

    สิ่งที่ต้องทำ: ถ้าคุณยังทำคอนเทนต์หวังแค่ให้ติดหน้าแรก Google คุณเตรียมตัวร้างครับ... คุณต้องทำคอนเทนต์ให้ AI "ชอบ" และ "หยิบไปตอบ" หรือที่เรียกว่า GEO (Generative Engine Optimization) แทน

    สึนามิลูกที่ 2... "พิมพ์ข้อความ มันเชยไปแล้ว"
    เครื่องมืออย่าง Sora, Kling, Luma Dream Machine... มันทำให้การสร้างวิดีโอ ง่ายเหมือนการพิมพ์แชทครับ

    ต่อไปนี้ใครๆ ก็ทำหนัง Hollywood ได้ในห้องนอน การแข่งขันด้านวิดีโอจะเดือดเลือดสาด คอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสือ หรือภาพนิ่งธรรมดา จะถูก AI Video กลบจนมิด

    สิ่งที่ต้องทำ: คุณต้องเริ่มใช้ AI Video Generator ให้คล่อง ไม่ใช่แค่เจนภาพสวย แต่ต้องเจน "Story" ให้เป็นครับ

    สึนามิลูกที่ 3... "โฆษณาที่รู้ใจยิ่งกว่าแฟน"
    เคยไหมครับ เห็นโฆษณาแล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย นี่มันพูดกับฉันอยู่ชัดๆ" ... ในอนาคต AI จะทำสิ่งนี้ได้แบบ Real-time ครับ

    มันจะไม่ใช่แค่ยิงแอด 1 ตัวหาคนล้านคน แต่มันจะเจนแอด 1 ล้านแบบ เพื่อหาคน 1 ล้านคน! เปลี่ยนหน้าคนพูด เปลี่ยนน้ำเสียง เปลี่ยนสคริปต์ ให้ตรงจริตกับคนดูคนนั้นที่สุดโดยอัตโนมัติ

    ลูกที่ 4... "ดาราที่ไม่ต้องกินข้าว"
    AI Influencer หรือ Virtual Human จะเข้ามาแย่งงานคนจริงๆ ครับ... พวกเขาไม่บ่น ไม่เหนื่อย ทำงาน 24 ชั่วโมง และไม่มีข่าวฉาว

    แต่นี่คือข่าวดีครับ... คนจะโหยหา "ความเป็นมนุษย์" (Authenticity) มากขึ้น ยิ่ง AI เยอะเท่าไหร่ "ความเรียล" ของคุณยิ่งมีค่ามากเท่านั้น

    สิ่งที่ต้องทำ: สร้าง Personal Brand ที่มีความเป็นมนุษย์สูงๆ หรือไม่ก็... สร้าง Virtual Influencer เป็นของตัวเองซะเลย!

    และลูกสุดท้าย... อันนี้พีคสุด "AI ที่ไม่ได้แค่คุย แต่ทำงานให้คุณ"

    ตอนนี้เราใช้ AI แค่ถามตอบใช่ไหมครับ? แต่อีกไม่นาน AI Agent จะสามารถ "รับคำสั่ง" แล้วไป "ทำให้จบ"

    "เฮ้ย จาร์วิส... ยิงแอดแคมเปญนี้ให้หน่อย งบ 5,000 บาท จบ" ... แล้วมันจะไปเซ็ตแอด เขียนแคปชั่น ทำรูป วัดผล แล้วมารายงานคุณเอง

    นี่คือ "Marketing Auto-Pilot" ของจริงครับ

    อ่านมาถึงตรงนี้... ขนลุกไหมครับ?

    บางคนฟังแล้ว "กลัว" แต่บางคนฟังแล้ว "ตาลุกวาว" เพราะเห็นโอกาสทำเงินมหาศาล

    โลกกำลังแบ่งคนออกเป็น 2 ฝั่งครับ

    ฝั่งที่รอความตาย: ทำการตลาดแบบเดิมๆ รอให้ AI มาแย่งงาน แล้วก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี
    ฝั่งที่เป็นผู้คุมเกม: คือคนที่เตรียม "อาวุธ" พร้อมแล้ว ที่จะขี่หลังเสือตัวนี้ไปสู่ความสำเร็จ

    ถ้าคุณไม่อยากเป็น "ผู้ประสบภัย" แต่ยากเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จ" ในยุค AI 2026...

    ผมรวบรวมเครื่องมือ วิธีคิด และ Workflow ทั้งหมดที่จะรับมือกับ 5 สึนามินี้ ไว้ใน "คลังแสง AI" ของผมแล้วครับ

    ในนั้นไม่ใช่แค่สอนกดปุ่มนะครับ แต่ผมสอนสร้าง "ระบบ" ให้คุณมี AI Agent, มี Virtual Influencer และมี Video Machine เป็นของตัวเอง

    ถ้าอยากเห็นภาพชัดๆ ว่าระบบที่ผมพูดถึง หน้าตามันเป็นยังไง และมันทำงานแทนผมได้ขนาดไหน...

    กดลิงก์ที่คอมเมนต์ปักหมุด หรือใต้คลิปนี้ ไปดู Money Video ตัวเต็มได้เลยครับ ผมผ่าระบบหลังบ้านให้ดูฟรีๆ ว่าผมทำยอด 7 หลักโดยไม่ยิงแอดได้ยังไง

    อย่ารอให้น้ำท่วมถึงคอแล้วค่อยว่ายน้ำนะครับ... เริ่มสร้างเรือของคุณตั้งแต่วันนี้

    แล้วเจอกันในคลิปหน้า หรือในคลังแสง AI ครับ สวัสดีครับ

    #MewSocial #AIMarketing #BusinessTrends2026 #FutureOfWork #AIRevolution #DigitalMarketing #SMEThailand #การตลาดออนไลน#AIForBusiness #fblifestyle
    "มีรายงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกบอกว่า... ภายในปี 2026 คอนเทนต์บนโลกออนไลน์กว่า 90% จะถูกสร้างโดย AI... ไม่ใช่มนุษย์" 90% นะครับ! ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าฟีด Facebook, TikTok, YouTube ที่คุณไถอยู่ทุกวัน แทบไม่มีฝีมือมนุษย์เหลืออยู่เลย... แล้วตัวคุณที่เป็น "มนุษย์" จะไปยืนอยู่ตรงไหน? จะกลายเป็นส่วนเกิน? หรือจะกลายเป็นคนที่คุมเกมทั้งหมด? หลายคนบอกว่า "โอ๊ย อีกนาน" "AI มันยังไม่เก่งขนาดนั้นหรอก" ... ผมบอกเลยว่า คุณกำลังคิดผิดมหันต์ ครับ สึนามิลูกนี้มันไม่ได้ "กำลังจะมา" แต่มัน "มาถึงแล้ว" และมันกำลังกวาดคนที่ปรับตัวไม่ทันลงทะเลไปทีละคนๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่วันนี้... ผมไม่ได้มาขู่ให้กลัวครับ ผมมาเพื่อยื่น "กระดานโต้คลื่น" ให้ ในคลิปนี้ ผมจะมาเผย "5 สึนามิลูกใหญ่" หรือ 5 เทรนด์ AI Marketing แห่งอนาคต ที่จะพลิกโฉมการหาเงินออนไลน์ไปตลอดกาล ถ้าคุณรู้ก่อน คุณคือเศรษฐีใหม่ แต่ถ้าคุณรู้ทีหลัง... คุณอาจจะไม่เหลือที่ยืนในตลาดครับ ตลอด 15 ปีที่ผมอยู่ในวงการ Marketing ผมเห็น "จุดเปลี่ยน" มาเยอะครับ จำตอนที่ Facebook ปรับลด Reach จนพ่อค้าแม่ค้าตายเรียบได้ไหม? จำตอนที่ TikTok มาใหม่ๆ แล้วคนบอกว่าเป็นแอปเต้นกินรำกิน แต่ตอนนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ได้ไหม? ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีคนสองกลุ่มเสมอครับ... กลุ่มแรกคือ "เหยื่อ" ที่รอให้คลื่นซัดจนจมน้ำ กับกลุ่มที่สองคือ "นักโต้คลื่น" ที่มองเห็นลมเปลี่ยนทิศ แล้วเตรียมตัวก่อนใคร ยอดขาย 7 หลักที่ผมทำได้ ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าใคร หรือขยันกว่าใครครับ แต่เป็นเพราะผม "เห็น" สิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น และผมใช้ AI เป็นเครื่องทุ่นแรงในการสร้าง "Machine" มารองรับเทรนด์เหล่านั้น และ 5 ข้อต่อไปนี้ คือสิ่งที่ผมเห็นว่า "มันมาแน่" และผมเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว... ไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง สึนามิลูกที่ 1... "จุดจบของ SEO แบบเดิมๆ" เมื่อก่อนเราอยากรู้อะไร เราเข้า Google พิมพ์คีย์เวิร์ด แล้วไล่กดอ่านทีละเว็บใช่ไหมครับ? แต่ปีหน้า... พฤติกรรมนี้จะหายไปครับ คนจะเลิก "Search" แต่จะหันมา "Ask" แทน... ถาม ChatGPT, ถาม Perplexity, ถาม Gemini แล้วให้มัน "สรุป" คำตอบมาให้เลย ไม่ต้องกดเข้าเว็บ สิ่งที่ต้องทำ: ถ้าคุณยังทำคอนเทนต์หวังแค่ให้ติดหน้าแรก Google คุณเตรียมตัวร้างครับ... คุณต้องทำคอนเทนต์ให้ AI "ชอบ" และ "หยิบไปตอบ" หรือที่เรียกว่า GEO (Generative Engine Optimization) แทน สึนามิลูกที่ 2... "พิมพ์ข้อความ มันเชยไปแล้ว" เครื่องมืออย่าง Sora, Kling, Luma Dream Machine... มันทำให้การสร้างวิดีโอ ง่ายเหมือนการพิมพ์แชทครับ ต่อไปนี้ใครๆ ก็ทำหนัง Hollywood ได้ในห้องนอน การแข่งขันด้านวิดีโอจะเดือดเลือดสาด คอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสือ หรือภาพนิ่งธรรมดา จะถูก AI Video กลบจนมิด สิ่งที่ต้องทำ: คุณต้องเริ่มใช้ AI Video Generator ให้คล่อง ไม่ใช่แค่เจนภาพสวย แต่ต้องเจน "Story" ให้เป็นครับ สึนามิลูกที่ 3... "โฆษณาที่รู้ใจยิ่งกว่าแฟน" เคยไหมครับ เห็นโฆษณาแล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย นี่มันพูดกับฉันอยู่ชัดๆ" ... ในอนาคต AI จะทำสิ่งนี้ได้แบบ Real-time ครับ มันจะไม่ใช่แค่ยิงแอด 1 ตัวหาคนล้านคน แต่มันจะเจนแอด 1 ล้านแบบ เพื่อหาคน 1 ล้านคน! เปลี่ยนหน้าคนพูด เปลี่ยนน้ำเสียง เปลี่ยนสคริปต์ ให้ตรงจริตกับคนดูคนนั้นที่สุดโดยอัตโนมัติ ลูกที่ 4... "ดาราที่ไม่ต้องกินข้าว" AI Influencer หรือ Virtual Human จะเข้ามาแย่งงานคนจริงๆ ครับ... พวกเขาไม่บ่น ไม่เหนื่อย ทำงาน 24 ชั่วโมง และไม่มีข่าวฉาว แต่นี่คือข่าวดีครับ... คนจะโหยหา "ความเป็นมนุษย์" (Authenticity) มากขึ้น ยิ่ง AI เยอะเท่าไหร่ "ความเรียล" ของคุณยิ่งมีค่ามากเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำ: สร้าง Personal Brand ที่มีความเป็นมนุษย์สูงๆ หรือไม่ก็... สร้าง Virtual Influencer เป็นของตัวเองซะเลย! และลูกสุดท้าย... อันนี้พีคสุด "AI ที่ไม่ได้แค่คุย แต่ทำงานให้คุณ" ตอนนี้เราใช้ AI แค่ถามตอบใช่ไหมครับ? แต่อีกไม่นาน AI Agent จะสามารถ "รับคำสั่ง" แล้วไป "ทำให้จบ" "เฮ้ย จาร์วิส... ยิงแอดแคมเปญนี้ให้หน่อย งบ 5,000 บาท จบ" ... แล้วมันจะไปเซ็ตแอด เขียนแคปชั่น ทำรูป วัดผล แล้วมารายงานคุณเอง นี่คือ "Marketing Auto-Pilot" ของจริงครับ อ่านมาถึงตรงนี้... ขนลุกไหมครับ? บางคนฟังแล้ว "กลัว" แต่บางคนฟังแล้ว "ตาลุกวาว" เพราะเห็นโอกาสทำเงินมหาศาล โลกกำลังแบ่งคนออกเป็น 2 ฝั่งครับ ฝั่งที่รอความตาย: ทำการตลาดแบบเดิมๆ รอให้ AI มาแย่งงาน แล้วก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ฝั่งที่เป็นผู้คุมเกม: คือคนที่เตรียม "อาวุธ" พร้อมแล้ว ที่จะขี่หลังเสือตัวนี้ไปสู่ความสำเร็จ ถ้าคุณไม่อยากเป็น "ผู้ประสบภัย" แต่ยากเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จ" ในยุค AI 2026... ผมรวบรวมเครื่องมือ วิธีคิด และ Workflow ทั้งหมดที่จะรับมือกับ 5 สึนามินี้ ไว้ใน "คลังแสง AI" ของผมแล้วครับ ในนั้นไม่ใช่แค่สอนกดปุ่มนะครับ แต่ผมสอนสร้าง "ระบบ" ให้คุณมี AI Agent, มี Virtual Influencer และมี Video Machine เป็นของตัวเอง ถ้าอยากเห็นภาพชัดๆ ว่าระบบที่ผมพูดถึง หน้าตามันเป็นยังไง และมันทำงานแทนผมได้ขนาดไหน... กดลิงก์ที่คอมเมนต์ปักหมุด หรือใต้คลิปนี้ ไปดู Money Video ตัวเต็มได้เลยครับ ผมผ่าระบบหลังบ้านให้ดูฟรีๆ ว่าผมทำยอด 7 หลักโดยไม่ยิงแอดได้ยังไง อย่ารอให้น้ำท่วมถึงคอแล้วค่อยว่ายน้ำนะครับ... เริ่มสร้างเรือของคุณตั้งแต่วันนี้ แล้วเจอกันในคลิปหน้า หรือในคลังแสง AI ครับ สวัสดีครับ #MewSocial #AIMarketing #BusinessTrends2026 #FutureOfWork #AIRevolution #DigitalMarketing #SMEThailand #การตลาดออนไลน์ #AIForBusiness #fblifestyle
    ไลค์
    รัก
    5
    1 ความคิดเห็น 0 แชร์ 3079 ยอดวิว 0 รีวิว
  • จีนได้ลงนามข้อตกลงมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำ #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองขณะปฏิบัติหน้าที่ หุ่นยนต์เหล่านี้จะลาดตระเวนบริเวณชายแดนเวียดนาม ปฏิบัติงานต่างๆ เช่น ตรวจสอบการข้ามแดนที่ผิดกฎหมาย สแกนหาอันตราย และส่งข้อมูลเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
    หุ่นยนต์เหล่านี้ได้รับการออกแบบให้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยจะเดินเข้าไปในสถานีชาร์จ ดีดแบตเตอรี่ที่หมด และติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมนุษย์ ทำให้หุ่นยนต์มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนที่แทบจะไร้ขีดจำกัด ซึ่งเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือโดรนแบบดั้งเดิมจะรับมือได้....
    ผู้สนับสนุนกล่าวว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ชายแดน เพิ่มการรักษาความปลอดภัย และให้การเฝ้าระวังที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจเร่งให้เกิดการใช้หุ่นยนต์ทางทหารมากขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความเป็นอิสระ และการใช้ #AI ในพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความอ่อนไหว
    การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้จริงครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงที่รัฐบาลควบคุม....🕹

    #RoboticsNews #AIinSecurity #ChinaTechnology #BorderTech #FutureOfWork
    จีนได้ลงนามข้อตกลงมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำ #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองขณะปฏิบัติหน้าที่ หุ่นยนต์เหล่านี้จะลาดตระเวนบริเวณชายแดนเวียดนาม ปฏิบัติงานต่างๆ เช่น ตรวจสอบการข้ามแดนที่ผิดกฎหมาย สแกนหาอันตราย และส่งข้อมูลเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ หุ่นยนต์เหล่านี้ได้รับการออกแบบให้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยจะเดินเข้าไปในสถานีชาร์จ ดีดแบตเตอรี่ที่หมด และติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมนุษย์ ทำให้หุ่นยนต์มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนที่แทบจะไร้ขีดจำกัด ซึ่งเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือโดรนแบบดั้งเดิมจะรับมือได้.... ผู้สนับสนุนกล่าวว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ชายแดน เพิ่มการรักษาความปลอดภัย และให้การเฝ้าระวังที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจเร่งให้เกิดการใช้หุ่นยนต์ทางทหารมากขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความเป็นอิสระ และการใช้ #AI ในพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความอ่อนไหว การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้จริงครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงที่รัฐบาลควบคุม....🎰🕹 #RoboticsNews #AIinSecurity #ChinaTechnology #BorderTech #FutureOfWork
    ไลค์
    รัก
    5
    1 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1180 ยอดวิว 0 รีวิว
  • สัญญาณแรงจากรัฐ: กำไรเทรดในประเทศเสียภาษี 0% ถึงปี 2029 กระตุ้นเทรดผ่านแพลตฟอร์มในประเทศ

    ราชกิจจาฯ ประกาศกฎ MR 399 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0% สำหรับกำไรเทรดคริปโตบนกระดานที่ได้รับใบอนุญาต ก.ล.ต. ตั้งแต่ปี 2025–2029 ดันนักลงทุนกลับสู่แพลตฟอร์มภายในประเทศ และเพิ่มความโปร่งใสระบบสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
    สัญญาณแรงจากรัฐ: กำไรเทรดในประเทศเสียภาษี 0% ถึงปี 2029 กระตุ้นเทรดผ่านแพลตฟอร์มในประเทศ ราชกิจจาฯ ประกาศกฎ MR 399 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0% สำหรับกำไรเทรดคริปโตบนกระดานที่ได้รับใบอนุญาต ก.ล.ต. ตั้งแต่ปี 2025–2029 ดันนักลงทุนกลับสู่แพลตฟอร์มภายในประเทศ และเพิ่มความโปร่งใสระบบสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
    ไลค์
    รัก
    8
    1 ความคิดเห็น 0 แชร์ 470 ยอดวิว 0 รีวิว
  • #จีน ประสบความสำเร็จในการสาธิต #การเคลื่อนย้ายควอนตัม ที่ล้ำหน้าที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยส่งข้อมูลควอนตัมข้ามระยะทางหลายพันกิโลเมตรโดยไม่มีการเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างจุดทั้งสอง การใช้โฟตอนที่พันกันเป็นคู่ นักวิจัยสามารถสร้างสถานะ #ควอนตัม ขึ้นใหม่ในสถานที่ห่างไกลได้เกือบจะในทันที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ #ไอน์สไตน์ ตั้งข้อสงสัยและเรียกว่า "การกระทำอันน่าขนลุกในระยะไกล" ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่สามารถถ่ายโอนข้อมูลในลักษณะที่ท้าทาย #ฟิสิกส์คลาสสิก....

    การทดลองนี้ผลักดันโลกให้เข้าใกล้อินเทอร์เน็ตควอนตัมเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งการสื่อสารเกิดขึ้นทันที ไม่สามารถแฮ็กได้ และไม่ได้รับผลกระทบจากวิธีการดักจับแบบดั้งเดิม เนื่องจากสถานะควอนตัมไม่สามารถถูกคัดลอกหรือดัดแปลงได้หากปราศจากการตรวจจับ การถ่ายโอนข้อมูลรูปแบบนี้จึงอาจนิยามใหม่ให้กับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารระดับโลก และแม้แต่เครือข่ายข่าวกรองของรัฐบาล

    ความสำเร็จของจีนถือเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันระดับโลกเพื่อมุ่งสู่ระบบการสื่อสารยุคใหม่ ที่ซึ่งความเร็ว ระยะทาง และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายข้อมูลอีกต่อไป.....🛰

    การเคลื่อนย้ายควอนตัม วิทยาศาสตร์จีน อินเทอร์เน็ตควอนตัม เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
    #จีน ประสบความสำเร็จในการสาธิต #การเคลื่อนย้ายควอนตัม ที่ล้ำหน้าที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยส่งข้อมูลควอนตัมข้ามระยะทางหลายพันกิโลเมตรโดยไม่มีการเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างจุดทั้งสอง การใช้โฟตอนที่พันกันเป็นคู่ นักวิจัยสามารถสร้างสถานะ #ควอนตัม ขึ้นใหม่ในสถานที่ห่างไกลได้เกือบจะในทันที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ #ไอน์สไตน์ ตั้งข้อสงสัยและเรียกว่า "การกระทำอันน่าขนลุกในระยะไกล" ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่สามารถถ่ายโอนข้อมูลในลักษณะที่ท้าทาย #ฟิสิกส์คลาสสิก....🌐🌏 การทดลองนี้ผลักดันโลกให้เข้าใกล้อินเทอร์เน็ตควอนตัมเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งการสื่อสารเกิดขึ้นทันที ไม่สามารถแฮ็กได้ และไม่ได้รับผลกระทบจากวิธีการดักจับแบบดั้งเดิม เนื่องจากสถานะควอนตัมไม่สามารถถูกคัดลอกหรือดัดแปลงได้หากปราศจากการตรวจจับ การถ่ายโอนข้อมูลรูปแบบนี้จึงอาจนิยามใหม่ให้กับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารระดับโลก และแม้แต่เครือข่ายข่าวกรองของรัฐบาล ความสำเร็จของจีนถือเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันระดับโลกเพื่อมุ่งสู่ระบบการสื่อสารยุคใหม่ ที่ซึ่งความเร็ว ระยะทาง และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายข้อมูลอีกต่อไป.....🛰 การเคลื่อนย้ายควอนตัม วิทยาศาสตร์จีน อินเทอร์เน็ตควอนตัม เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
    ไลค์
    รัก
    7
    3 ความคิดเห็น 0 แชร์ 866 ยอดวิว 0 รีวิว
  • #จีน ประสบความสำเร็จในการสาธิต #การเคลื่อนย้ายควอนตัม ที่ล้ำหน้าที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยส่งข้อมูลควอนตัมข้ามระยะทางหลายพันกิโลเมตรโดยไม่มีการเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างจุดทั้งสอง การใช้โฟตอนที่พันกันเป็นคู่ นักวิจัยสามารถสร้างสถานะ #ควอนตัม ขึ้นใหม่ในสถานที่ห่างไกลได้เกือบจะในทันที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ #ไอน์สไตน์ ตั้งข้อสงสัยและเรียกว่า "การกระทำอันน่าขนลุกในระยะไกล" ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่สามารถถ่ายโอนข้อมูลในลักษณะที่ท้าทาย #ฟิสิกส์คลาสสิก....

    การทดลองนี้ผลักดันโลกให้เข้าใกล้อินเทอร์เน็ตควอนตัมเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งการสื่อสารเกิดขึ้นทันที ไม่สามารถแฮ็กได้ และไม่ได้รับผลกระทบจากวิธีการดักจับแบบดั้งเดิม เนื่องจากสถานะควอนตัมไม่สามารถถูกคัดลอกหรือดัดแปลงได้หากปราศจากการตรวจจับ การถ่ายโอนข้อมูลรูปแบบนี้จึงอาจนิยามใหม่ให้กับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารระดับโลก และแม้แต่เครือข่ายข่าวกรองของรัฐบาล

    ความสำเร็จของจีนถือเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันระดับโลกเพื่อมุ่งสู่ระบบการสื่อสารยุคใหม่ ที่ซึ่งความเร็ว ระยะทาง และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายข้อมูลอีกต่อไป.....🛰

    #การเคลื่อนย้ายควอนตัม #วิทยาศาสตร์จีน #อินเทอร์เน็ตควอนตัม #เทคโนโลยีแห่งอนาคต #ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
    #จีน ประสบความสำเร็จในการสาธิต #การเคลื่อนย้ายควอนตัม ที่ล้ำหน้าที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยส่งข้อมูลควอนตัมข้ามระยะทางหลายพันกิโลเมตรโดยไม่มีการเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างจุดทั้งสอง การใช้โฟตอนที่พันกันเป็นคู่ นักวิจัยสามารถสร้างสถานะ #ควอนตัม ขึ้นใหม่ในสถานที่ห่างไกลได้เกือบจะในทันที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ #ไอน์สไตน์ ตั้งข้อสงสัยและเรียกว่า "การกระทำอันน่าขนลุกในระยะไกล" ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่สามารถถ่ายโอนข้อมูลในลักษณะที่ท้าทาย #ฟิสิกส์คลาสสิก....🌐🌏 การทดลองนี้ผลักดันโลกให้เข้าใกล้อินเทอร์เน็ตควอนตัมเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งการสื่อสารเกิดขึ้นทันที ไม่สามารถแฮ็กได้ และไม่ได้รับผลกระทบจากวิธีการดักจับแบบดั้งเดิม เนื่องจากสถานะควอนตัมไม่สามารถถูกคัดลอกหรือดัดแปลงได้หากปราศจากการตรวจจับ การถ่ายโอนข้อมูลรูปแบบนี้จึงอาจนิยามใหม่ให้กับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารระดับโลก และแม้แต่เครือข่ายข่าวกรองของรัฐบาล ความสำเร็จของจีนถือเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันระดับโลกเพื่อมุ่งสู่ระบบการสื่อสารยุคใหม่ ที่ซึ่งความเร็ว ระยะทาง และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายข้อมูลอีกต่อไป.....🛰 #การเคลื่อนย้ายควอนตัม #วิทยาศาสตร์จีน #อินเทอร์เน็ตควอนตัม #เทคโนโลยีแห่งอนาคต #ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
    ไลค์
    รัก
    10
    4 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1101 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ⚡️ 65 บริษัทคริปโตรวมพลัง! ส่งจดหมายกดดันทรัมป์: “ลงมือเดี๋ยวนี้… ไม่งั้นอเมริกาจะตามหลังโลก!”

    คริปโตทั้งวงการลุกขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปี — ออกแคมเปญ “Lead or Fall Behind” ชี้ชะตาทิศทาง Crypto Policy ของสหรัฐในยุคทรัมป์



    นี่คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ เขย่าวอชิงตันและวงการคริปโตพร้อมกัน

    มากกว่า 65 บริษัทและองค์กรยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ Coinbase, Uniswap Labs, Pantera, Solana Foundation ไปจนถึง Blockchain Association ได้ร่วมลงชื่อใน “จดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี Donald Trump”

    สารสำคัญคือ:
    “อย่ารอคองเกรส—ออกกฎชั่วคราวทันที เพื่อไม่ให้สหรัฐถูกทิ้งในนวัตกรรมดิจิทัล”

    นี่คือการกดดันรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโต นับตั้งแต่ยุค Executive Order ของไบเดนเมื่อปี 2022

    ก่อนอ่านทั้งหมด มาดูไฮไลต์สำคัญฃ



    ✔ ประเด็นสำคัญก่อนอ่าน

    1) นี่คือจดหมายจาก “65+ องค์กรคริปโตระดับชาติ” ถึงทรัมป์

    นำทีมโดย:
    • Coinbase
    • Uniswap Labs
    • Exodus
    • Pantera
    • Solana Foundation
    • Solana Policy Institute
    • Blockchain Association
    • Paradigm
    • Multicoin Capital
    • Block Inc.

    เป็นการรวมตัวเชิงนโยบายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

    2) จดหมายเร่งให้ “รัฐบาลออกกฎชั่วคราวได้เลย” โดยไม่ต้องรอกฎหมาย

    เช่น Safe Harbor, No-Action Letters, Sandbox

    3) เรียกร้องให้ “ยกเว้นภาษีธุรกรรมเล็ก ๆ” และปรับกติกาภาษีแบบใหม่

    รวมถึงการปกป้องนักพัฒนา (Dev Protections)

    4) ยื่นเรื่องให้ DOJ ทบทวนคดี Roman Storm (Tornado Cash)

    ประเด็นเสรีภาพในการเขียนโค้ดกลับมาอีกครั้ง

    5) เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหม่ของทรัมป์ที่ต้องการ “ทำอเมริกาเป็นผู้นำคริปโตโลก”



    1) ทำไม 65 บริษัทถึงต้องรวมพลังครั้งนี้?

    เพราะในปีแรกของทรัมป์:
    • มีการล้มกฎ IRS Broker Rule
    • GENIUS Act ผ่าน
    • ยกเลิกกฎ DOL เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลใน 401(k)

    ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของวงการคริปโตในเชิงนโยบายสหรัฐในรอบเกือบ 10 ปี

    แต่นั่นยัง “ไม่พอ”
    สิ่งที่วงการต้องการจริง ๆ คือ:
    ➡ กฎชั่วคราว (interim guidance)
    ➡ ความชัดเจนในกฎภาษี
    ➡ การปกป้องผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์ส
    ➡ safe harbor สำหรับโปรเจกต์ใหม่

    องค์กรคริปโตจึงบอกทรัมป์ว่า “คุณเริ่มดีแล้ว—แต่ต้องไปให้สุด”



    2) ประเด็นภาษีที่กลุ่มองค์กรต้องการให้แก้ทันที

    นี่คือ “หัวใจ” ของการร้องขอทั้งหมด:

    ✔ ให้ Staking / Mining Rewards = “สร้างเอง”

    ➡ เก็บภาษีเมื่อขาย ไม่ใช่เมื่อได้รับ
    เหมือน Work Product ไม่ใช่ Income

    ✔ ตั้ง De Minimis Threshold (เช่น $600)

    ➡ ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อกาแฟ ไม่ต้องเสียภาษี

    ✔ Bridge, Fork, Airdrop, Collateral Move → ไม่ควรเป็นเหตุการณ์ภาษี

    ➡ ลดภาระผู้ใช้งานและโปรเจกต์ที่ต้องโยกย้ายข้ามเชน

    เหตุผล:
    ภาษีที่คลุมเครือทำให้ธุรกิจย้ายออกนอกประเทศ — กำลังเป็นความเสี่ยงใหญ่ของสหรัฐ



    3) เรียกร้องหน่วยงานรัฐ: “ออกกฎชั่วคราวตอนนี้ได้เลย”

    จดหมายชี้เป้าว่า:

    SEC
    • ออก No-Action Letters
    • ให้ความคุ้มครอง Dev ที่สร้างโค้ดแต่ไม่ควบคุมโปรโตคอล

    CFTC
    • กำหนดกรอบสินค้าพื้นฐาน (Commodity) ชั่วคราว

    Treasury
    • ปรับกติกา KYC/AML ที่เป็นไปได้จริง
    • หลีกเลี่ยงการตีความเกินกว่าเหตุ เช่นในอดีต

    DOJ
    • หยุดไล่ล่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เหมือนคดี Tornado Cash

    ทั้งหมดนี้เป็น “ความคล่องตัวด้านนโยบาย” ที่วงการต้องการเพื่อให้สหรัฐ “ไม่ช้าไปกว่านี้”



    4) คำขอพิเศษ: ทบทวนคดี Roman Storm (Tornado Cash)

    คดีนี้สะเทือนวงการเพราะ DOJ มองว่า
    “การเขียนโค้ด = การก่ออาชญากรรม”

    แต่กลุ่ม 65 บริษัทชี้ว่า:
    • เขาแค่เผยแพร่โอเพ่นซอร์ส
    • ไม่ได้ควบคุมโปรโตคอล
    • ไม่ควรรับผิดชอบต่อการใช้งานของบุคคลอื่น

    นี่คือประเด็นระดับโลกเกี่ยวกับ เสรีภาพในการพัฒนานวัตกรรม Web3



    🏛 5) เหตุการณ์นี้สำคัญมากในบริบทของนโยบายยุคทรัมป์

    ทรัมป์เริ่มการปฏิรูปด้วย Executive Order (23 ม.ค. 2025)
    ตั้ง “Presidential Working Group on Digital Asset Markets”

    จดหมายนี้คือ “แรงผลักดันรอบสอง”
    เพื่อให้ยุคทรัมป์กลายเป็น:

    “ยุคที่สหรัฐนำในวงการคริปโตอีกครั้ง”

    ไม่ใช่ถูกเอเชีย–ยุโรป–ตะวันออกกลางแซง



    มุมวิเคราะห์
    • นี่คือสัญญาณว่า “วงการรวมตัวจริงจังมาก”
    • ความต้องการกฎที่ชัดเจน = เป็นไปเพื่อดึงนวัตกรรมกลับสู่อเมริกา
    • แรงกดดันต่อหน่วยงานอย่าง SEC เพิ่มขึ้นสูงมาก
    • การทบทวนคดี Roman Storm อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
    • หากทรัมป์ตอบสนองเร็ว → กระทบราคาและ sentiment เชิงบวกต่อ SOL, UNI, ETH, BTC

    แต่ถ้านิ่งเฉย → สหรัฐอาจเสียความเป็นผู้นำด้าน Web3 ไปอีกหลายปี



    สรุป
    • 65 บริษัทคริปโตส่งจดหมายถึงทรัมป์
    • ขอให้ “หน่วยงานออกกฎชั่วคราวได้ทันที ไม่ต้องรอรัฐสภา”
    • เน้นการแก้ภาษี staking–mining, de minimis $600, และยกเว้น tax event ของการใช้งานปกติ
    • เรียกร้องให้ปกป้องผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์ส
    • ขอทบทวนคดี Tornado Cash
    • เป็นส่วนสำคัญของแผนทำสหรัฐเป็นผู้นำ crypto economy
    • เหตุการณ์นี้อาจกำหนดอนาคตนโยบายคริปโตในปี 2026-2030



    Sources

    Bitcoinist (Nov 22, 2025)
    Solana Policy Institute
    Presidential Working Group on Digital Assets



    #LadyCrypto #CryptoPolicy #Trump #Solana #Coinbase #Uniswap
    #BlockchainAssociation #CryptoRegulation #Web3 #DigitalAssets
    #CryptoInnovation #CryptoNews #MarketUpdate #InvestSmart #MewLadyCrypto #Kucointhailand #bitazzathailand #BinanceTH #bitkub #bitget #orbix #MEXC
    ⚡️ 65 บริษัทคริปโตรวมพลัง! ส่งจดหมายกดดันทรัมป์: “ลงมือเดี๋ยวนี้… ไม่งั้นอเมริกาจะตามหลังโลก!” คริปโตทั้งวงการลุกขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปี — ออกแคมเปญ “Lead or Fall Behind” ชี้ชะตาทิศทาง Crypto Policy ของสหรัฐในยุคทรัมป์ ⸻ นี่คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ เขย่าวอชิงตันและวงการคริปโตพร้อมกัน มากกว่า 65 บริษัทและองค์กรยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ Coinbase, Uniswap Labs, Pantera, Solana Foundation ไปจนถึง Blockchain Association ได้ร่วมลงชื่อใน “จดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี Donald Trump” สารสำคัญคือ: 👉 “อย่ารอคองเกรส—ออกกฎชั่วคราวทันที เพื่อไม่ให้สหรัฐถูกทิ้งในนวัตกรรมดิจิทัล” นี่คือการกดดันรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโต นับตั้งแต่ยุค Executive Order ของไบเดนเมื่อปี 2022 ก่อนอ่านทั้งหมด มาดูไฮไลต์สำคัญฃ👇👇 ⸻ ✔ ประเด็นสำคัญก่อนอ่าน 🔥 1) นี่คือจดหมายจาก “65+ องค์กรคริปโตระดับชาติ” ถึงทรัมป์ นำทีมโดย: • Coinbase • Uniswap Labs • Exodus • Pantera • Solana Foundation • Solana Policy Institute • Blockchain Association • Paradigm • Multicoin Capital • Block Inc. เป็นการรวมตัวเชิงนโยบายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี 🔥 2) จดหมายเร่งให้ “รัฐบาลออกกฎชั่วคราวได้เลย” โดยไม่ต้องรอกฎหมาย เช่น Safe Harbor, No-Action Letters, Sandbox 🔥 3) เรียกร้องให้ “ยกเว้นภาษีธุรกรรมเล็ก ๆ” และปรับกติกาภาษีแบบใหม่ รวมถึงการปกป้องนักพัฒนา (Dev Protections) 🔥 4) ยื่นเรื่องให้ DOJ ทบทวนคดี Roman Storm (Tornado Cash) ประเด็นเสรีภาพในการเขียนโค้ดกลับมาอีกครั้ง 🔥 5) เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหม่ของทรัมป์ที่ต้องการ “ทำอเมริกาเป็นผู้นำคริปโตโลก” ⸻ 🟦 1) ทำไม 65 บริษัทถึงต้องรวมพลังครั้งนี้? เพราะในปีแรกของทรัมป์: • มีการล้มกฎ IRS Broker Rule • GENIUS Act ผ่าน • ยกเลิกกฎ DOL เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลใน 401(k) ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของวงการคริปโตในเชิงนโยบายสหรัฐในรอบเกือบ 10 ปี แต่นั่นยัง “ไม่พอ” สิ่งที่วงการต้องการจริง ๆ คือ: ➡ กฎชั่วคราว (interim guidance) ➡ ความชัดเจนในกฎภาษี ➡ การปกป้องผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์ส ➡ safe harbor สำหรับโปรเจกต์ใหม่ องค์กรคริปโตจึงบอกทรัมป์ว่า “คุณเริ่มดีแล้ว—แต่ต้องไปให้สุด” ⸻ 🟧 2) ประเด็นภาษีที่กลุ่มองค์กรต้องการให้แก้ทันที นี่คือ “หัวใจ” ของการร้องขอทั้งหมด: ✔ ให้ Staking / Mining Rewards = “สร้างเอง” ➡ เก็บภาษีเมื่อขาย ไม่ใช่เมื่อได้รับ เหมือน Work Product ไม่ใช่ Income ✔ ตั้ง De Minimis Threshold (เช่น $600) ➡ ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อกาแฟ ไม่ต้องเสียภาษี ✔ Bridge, Fork, Airdrop, Collateral Move → ไม่ควรเป็นเหตุการณ์ภาษี ➡ ลดภาระผู้ใช้งานและโปรเจกต์ที่ต้องโยกย้ายข้ามเชน 📌 เหตุผล: ภาษีที่คลุมเครือทำให้ธุรกิจย้ายออกนอกประเทศ — กำลังเป็นความเสี่ยงใหญ่ของสหรัฐ ⸻ 🟩 3) เรียกร้องหน่วยงานรัฐ: “ออกกฎชั่วคราวตอนนี้ได้เลย” จดหมายชี้เป้าว่า: 🔥 SEC • ออก No-Action Letters • ให้ความคุ้มครอง Dev ที่สร้างโค้ดแต่ไม่ควบคุมโปรโตคอล 🔥 CFTC • กำหนดกรอบสินค้าพื้นฐาน (Commodity) ชั่วคราว 🔥 Treasury • ปรับกติกา KYC/AML ที่เป็นไปได้จริง • หลีกเลี่ยงการตีความเกินกว่าเหตุ เช่นในอดีต 🔥 DOJ • หยุดไล่ล่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เหมือนคดี Tornado Cash ทั้งหมดนี้เป็น “ความคล่องตัวด้านนโยบาย” ที่วงการต้องการเพื่อให้สหรัฐ “ไม่ช้าไปกว่านี้” ⸻ 🟥 4) คำขอพิเศษ: ทบทวนคดี Roman Storm (Tornado Cash) คดีนี้สะเทือนวงการเพราะ DOJ มองว่า “การเขียนโค้ด = การก่ออาชญากรรม” แต่กลุ่ม 65 บริษัทชี้ว่า: • เขาแค่เผยแพร่โอเพ่นซอร์ส • ไม่ได้ควบคุมโปรโตคอล • ไม่ควรรับผิดชอบต่อการใช้งานของบุคคลอื่น นี่คือประเด็นระดับโลกเกี่ยวกับ เสรีภาพในการพัฒนานวัตกรรม Web3 ⸻ 🏛 5) เหตุการณ์นี้สำคัญมากในบริบทของนโยบายยุคทรัมป์ ทรัมป์เริ่มการปฏิรูปด้วย Executive Order (23 ม.ค. 2025) ตั้ง “Presidential Working Group on Digital Asset Markets” จดหมายนี้คือ “แรงผลักดันรอบสอง” เพื่อให้ยุคทรัมป์กลายเป็น: 👉 “ยุคที่สหรัฐนำในวงการคริปโตอีกครั้ง” ไม่ใช่ถูกเอเชีย–ยุโรป–ตะวันออกกลางแซง ⸻ 🧭 มุมวิเคราะห์ • นี่คือสัญญาณว่า “วงการรวมตัวจริงจังมาก” • ความต้องการกฎที่ชัดเจน = เป็นไปเพื่อดึงนวัตกรรมกลับสู่อเมริกา • แรงกดดันต่อหน่วยงานอย่าง SEC เพิ่มขึ้นสูงมาก • การทบทวนคดี Roman Storm อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ • หากทรัมป์ตอบสนองเร็ว → กระทบราคาและ sentiment เชิงบวกต่อ SOL, UNI, ETH, BTC แต่ถ้านิ่งเฉย → สหรัฐอาจเสียความเป็นผู้นำด้าน Web3 ไปอีกหลายปี ⸻ 📌 สรุป • 65 บริษัทคริปโตส่งจดหมายถึงทรัมป์ • ขอให้ “หน่วยงานออกกฎชั่วคราวได้ทันที ไม่ต้องรอรัฐสภา” • เน้นการแก้ภาษี staking–mining, de minimis $600, และยกเว้น tax event ของการใช้งานปกติ • เรียกร้องให้ปกป้องผู้พัฒนาโอเพ่นซอร์ส • ขอทบทวนคดี Tornado Cash • เป็นส่วนสำคัญของแผนทำสหรัฐเป็นผู้นำ crypto economy • เหตุการณ์นี้อาจกำหนดอนาคตนโยบายคริปโตในปี 2026-2030 ⸻ 📚 Sources Bitcoinist (Nov 22, 2025) Solana Policy Institute Presidential Working Group on Digital Assets ⸻ #LadyCrypto #CryptoPolicy #Trump #Solana #Coinbase #Uniswap #BlockchainAssociation #CryptoRegulation #Web3 #DigitalAssets #CryptoInnovation #CryptoNews #MarketUpdate #InvestSmart #MewLadyCrypto #Kucointhailand #bitazzathailand #BinanceTH #bitkub #bitget #orbix #MEXC
    ไลค์
    รัก
    6
    0 ความคิดเห็น 0 แชร์ 4176 ยอดวิว 0 รีวิว
  • มีบทวิเคราะห์ในต่างประเทศ เริ่มคุยถึง "แผนลับ BlackRock" ทุบ Bitcoin เพื่อบีบให้ MicroStrategy ขาย BTC ?

    ในขณะที่ตลาดคริปโทฯ กำลังผันผวน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงกลไกตลาดตามธรรมชาติ แต่ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ให้เห็นว่า การร่วงลงของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ ทั้งจังหวะเวลาและปริมาณการขาย โดยฝีมือของผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock

    นี่ไม่ใช่แค่การขายทำกำไรธรรมดา แต่เป็น "แผนลับ" เพื่อบีบให้ Michael Saylor และ MicroStrategy ($MSTR) ต้องขาย Bitcoin ทิ้ง

    -----

    ทำไมต้องทุบ? และทำไมต้องตอนนี้?

    การเทขายที่เกิดขึ้นมีความแม่นยำผิดปกติ ซึ่งรายย่อย (Retail) ไม่สามารถทำกราฟแบบนี้ได้ ช่วงเวลานี้คือช่วง "Post-halving" (หลังการ Halving) ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดเบาบางที่สุด การโยนคำสั่งขายจากสถาบันใหญ่เพียงคำสั่งเดียว สามารถสร้างภาพลวงตาของการกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ได้ทันที

    BlackRock มองเห็นช่องโหว่นี้ และเลือกกดดันตลาดในช่วงที่สภาพคล่องต่ำที่สุด เพื่อสร้างคลื่นแห่งความกลัว (FUD) ให้กระจายไปทั่ว Ecosystem และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Bear Market ที่ถูกสร้างขึ้น

    -----

    เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Bitcoin แต่คือ Saylor

    BlackRock ไม่ได้ต้องการทำลาย Bitcoin แต่พวกเขาต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อ "ลดทอนอำนาจ" ของ MicroStrategy เป้าหมายหลักคือการกดดันราคาให้ต่ำลงจนส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของ $MSTR

    เมื่อ Michael Saylor ถูกบีบจากทั้งสองทาง เขาจะกลายเป็นหมากที่ควบคุมได้ เหตุผลนั้นชัดเจน: MicroStrategy ถือครอง Bitcoin อยู่กว่า 650,000 BTC

    หากราคากดลงมาอีกนิดจนแตะต้นทุนเฉลี่ย MicroStrategy จะตกอยู่ในสถานะเปราะบางทันที

    ▪ ราคา Bitcoin ปัจจุบัน - $91,751

    ▪ ต้นทุนเฉลี่ยของ $MSTR - $74,433

    -----

    กลยุทธ์บีบไข่แดง: ตีที่จุดอ่อนทางการเงิน

    BlackRock ฉลาดพอที่จะไม่โจมตีซึ่งหน้า เพราะจะดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) แต่พวกเขาเลือกโจมตีที่ "ข้อกำหนดทางการเงิน" (Financial Covenants)
    เมื่อหุ้น $MSTR ร่วงลง เจ้าหนี้จะเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขเงินกู้ทันที วงจรนรกที่พวกเขาวางไว้มีขั้นตอนดังนี้:

    1) เทขาย $BTC → เกิดความตื่นตระหนก (Panic) → ราคาร่วง

    2) ราคาดิ่ง → มูลค่าตลาดของทุนสำรอง $MSTR ลดฮวบ

    3) หุ้น $MSTR ร่วง → เกิดแรงกดดันจากเจ้าหนี้

    4) Saylor ถูกบีบ → จำเป็นต้องขายหรือปลดล็อกทุนสำรองบางส่วน

    5) BlackRock ช้อนซื้อของถูก

    6) วนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่!

    หาก MicroStrategy เข้าสู่ภาวะเสี่ยงและต้องเทขาย Bitcoin ออกมา แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มันจะไม่ใช่การขยับหลักร้อยล้าน แต่เป็น "หลักหมื่นล้านดอลลาร์" ซึ่งเพียงพอที่จะล้างกำไรที่สะสมมาหลายปีและสร้างตลาดหมีครั้งใหญ่

    -----

    เกมแห่งการครอบครอง (Domination)

    การสร้างวิกฤตครั้งนี้ทำกำไรมหาศาลให้กับ BlackRock เพราะ Bitcoin ราคาถูกคือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำหรับทศวรรษหน้า พวกเขาไม่ได้ต้องการแข่งขัน แต่ต้องการ "ครอบครอง"

    ทุกครั้งที่เกิดการเทขายแบบประดิษฐ์ (Artificial Crash) คือการที่พวกเขากวาดส่วนแบ่งตลาดที่รายย่อยยอมคายออกมาด้วยความกลัว

    ปัจจุบัน BlackRock คุม Supply ของ BTC ไปแล้วกว่า 3% แต่เป้าหมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ 7-10% (ประมาณ 1.47 - 2.1 ล้าน BTC) ซึ่งเป็นระดับที่พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เบ็ดเสร็จ

    -----

    นักลงทุนควรทำอย่างไร?

    BlackRock ไม่จำเป็นต้องพังตลาดให้พินาศ แค่เขย่า (Shake) ให้คนขวัญอ่อนคายของออกมาก็พอ ความตื่นตระหนกหมู่ (Mass Panic) ทำงานได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ
    ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ

    ▪ อย่าตอบสนองต่อทุกการแกว่งตัวของราคา เพราะนั่นคือสิ่งที่ตลาดคาดหวัง

    ▪ ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ลองสังเกตการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินวาฬ

    ▪ เข้าใจเกม พร้อมยอมรับว่าการปั่นราคาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

    จำไว้ว่า ในขณะที่มือใหญ่กำลังกดราคาลง พวกเขาก็กำลังเตรียมพื้นดินสำหรับการดีดตัวครั้งใหญ่ในรอบถัดไปเช่นกัน

    #BusinessTomorrow #BlackRock #MicroStrategy #Bitcoin #BTC #MSTR #MichaelSaylor #บิตคอยน์ #คริปโท
    มีบทวิเคราะห์ในต่างประเทศ เริ่มคุยถึง "แผนลับ BlackRock" ทุบ Bitcoin เพื่อบีบให้ MicroStrategy ขาย BTC ? ในขณะที่ตลาดคริปโทฯ กำลังผันผวน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงกลไกตลาดตามธรรมชาติ แต่ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ให้เห็นว่า การร่วงลงของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ ทั้งจังหวะเวลาและปริมาณการขาย โดยฝีมือของผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock นี่ไม่ใช่แค่การขายทำกำไรธรรมดา แต่เป็น "แผนลับ" เพื่อบีบให้ Michael Saylor และ MicroStrategy ($MSTR) ต้องขาย Bitcoin ทิ้ง ----- 🔸 ทำไมต้องทุบ? และทำไมต้องตอนนี้? การเทขายที่เกิดขึ้นมีความแม่นยำผิดปกติ ซึ่งรายย่อย (Retail) ไม่สามารถทำกราฟแบบนี้ได้ ช่วงเวลานี้คือช่วง "Post-halving" (หลังการ Halving) ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดเบาบางที่สุด การโยนคำสั่งขายจากสถาบันใหญ่เพียงคำสั่งเดียว สามารถสร้างภาพลวงตาของการกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ได้ทันที BlackRock มองเห็นช่องโหว่นี้ และเลือกกดดันตลาดในช่วงที่สภาพคล่องต่ำที่สุด เพื่อสร้างคลื่นแห่งความกลัว (FUD) ให้กระจายไปทั่ว Ecosystem และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Bear Market ที่ถูกสร้างขึ้น ----- 🔸 เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ Bitcoin แต่คือ Saylor BlackRock ไม่ได้ต้องการทำลาย Bitcoin แต่พวกเขาต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อ "ลดทอนอำนาจ" ของ MicroStrategy เป้าหมายหลักคือการกดดันราคาให้ต่ำลงจนส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของ $MSTR เมื่อ Michael Saylor ถูกบีบจากทั้งสองทาง เขาจะกลายเป็นหมากที่ควบคุมได้ เหตุผลนั้นชัดเจน: MicroStrategy ถือครอง Bitcoin อยู่กว่า 650,000 BTC หากราคากดลงมาอีกนิดจนแตะต้นทุนเฉลี่ย MicroStrategy จะตกอยู่ในสถานะเปราะบางทันที ▪ ราคา Bitcoin ปัจจุบัน - $91,751 ▪ ต้นทุนเฉลี่ยของ $MSTR - $74,433 ----- 🔸 กลยุทธ์บีบไข่แดง: ตีที่จุดอ่อนทางการเงิน BlackRock ฉลาดพอที่จะไม่โจมตีซึ่งหน้า เพราะจะดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) แต่พวกเขาเลือกโจมตีที่ "ข้อกำหนดทางการเงิน" (Financial Covenants) เมื่อหุ้น $MSTR ร่วงลง เจ้าหนี้จะเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขเงินกู้ทันที วงจรนรกที่พวกเขาวางไว้มีขั้นตอนดังนี้: 1) เทขาย $BTC → เกิดความตื่นตระหนก (Panic) → ราคาร่วง 2) ราคาดิ่ง → มูลค่าตลาดของทุนสำรอง $MSTR ลดฮวบ 3) หุ้น $MSTR ร่วง → เกิดแรงกดดันจากเจ้าหนี้ 4) Saylor ถูกบีบ → จำเป็นต้องขายหรือปลดล็อกทุนสำรองบางส่วน 5) BlackRock ช้อนซื้อของถูก 6) วนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่! หาก MicroStrategy เข้าสู่ภาวะเสี่ยงและต้องเทขาย Bitcoin ออกมา แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ มันจะไม่ใช่การขยับหลักร้อยล้าน แต่เป็น "หลักหมื่นล้านดอลลาร์" ซึ่งเพียงพอที่จะล้างกำไรที่สะสมมาหลายปีและสร้างตลาดหมีครั้งใหญ่ ----- 🔸 เกมแห่งการครอบครอง (Domination) การสร้างวิกฤตครั้งนี้ทำกำไรมหาศาลให้กับ BlackRock เพราะ Bitcoin ราคาถูกคือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำหรับทศวรรษหน้า พวกเขาไม่ได้ต้องการแข่งขัน แต่ต้องการ "ครอบครอง" ทุกครั้งที่เกิดการเทขายแบบประดิษฐ์ (Artificial Crash) คือการที่พวกเขากวาดส่วนแบ่งตลาดที่รายย่อยยอมคายออกมาด้วยความกลัว ปัจจุบัน BlackRock คุม Supply ของ BTC ไปแล้วกว่า 3% แต่เป้าหมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือ 7-10% (ประมาณ 1.47 - 2.1 ล้าน BTC) ซึ่งเป็นระดับที่พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางตลาดได้เบ็ดเสร็จ ----- 🔸 นักลงทุนควรทำอย่างไร? BlackRock ไม่จำเป็นต้องพังตลาดให้พินาศ แค่เขย่า (Shake) ให้คนขวัญอ่อนคายของออกมาก็พอ ความตื่นตระหนกหมู่ (Mass Panic) ทำงานได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ▪ อย่าตอบสนองต่อทุกการแกว่งตัวของราคา เพราะนั่นคือสิ่งที่ตลาดคาดหวัง ▪ ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ลองสังเกตการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินวาฬ ▪ เข้าใจเกม พร้อมยอมรับว่าการปั่นราคาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จำไว้ว่า ในขณะที่มือใหญ่กำลังกดราคาลง พวกเขาก็กำลังเตรียมพื้นดินสำหรับการดีดตัวครั้งใหญ่ในรอบถัดไปเช่นกัน #BusinessTomorrow #BlackRock #MicroStrategy #Bitcoin #BTC #MSTR #MichaelSaylor #บิตคอยน์ #คริปโท
    ไลค์
    รัก
    Wow
    7
    2 ความคิดเห็น 0 แชร์ 2303 ยอดวิว 0 รีวิว
  • ตลาดกำลังกลัว…แต่วาฬกำลัง “เก็บเงียบ ๆ”

    ถ้าวันนี้คุณเปิดกราฟแล้วรู้สึกตลาดจบแล้ว …อีกฟากหนึ่งของโลก มีคนกำลังซื้อแบบเงียบ ๆ

    และที่น่าสนใจคือ ทั้งฝั่งสถาบัน และฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
    ดันขยับไปในทิศทางเดียวกันแบบน่าแปลกใจ

    ---

    1) ETF กลับมาเป็น Inflow แรงพร้อมกันทั้ง BTC และ ETH ( 18 พ.ย.2025)

    หลังจากไหลออกเป็นสัปดาห์
    ตลาดเพิ่งเห็นเขียวแบบ “มีวอลุ่ม” อีกครั้ง:

    ตลาดกำลังกลัว แต่วาฬอาจมองต่างออกไป

    ---

    2) ฝั่งการเมือง…ก็ซื้อเพิ่มตอนตลาดกลัว

    Brandon Gill คนใกล้ชิดทรัมป์
    ช่วงแระมาณวันที่ 20 ตุลาคม: ซื้อ Bitcoin มูลค่า $100,000–$250,000 (3.6–9 ล้านบาท)

    ปลายเดือนตุลาคม: เพิ่มถือ IBIT ของ BlackRock อีก $15,000–$50,000 (0.54–1.8 ล้านบาท)

    ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเดือนมกราคม เขาซื้อ BTC สะสมไปแล้ว สูงสุด $2.6 ล้าน (93 ล้านบาท)

    และซื้อ IBIT สะสม สูงสุด $150,000 (5.4 ล้านบาท)

    ถามว่าทำไมต้องซื้อ “ตอนคนอื่นกลัว”?

    เพราะคนที่มีข้อมูลมากกว่า
    มักจะรู้ดีว่าตลาดแบบไหน…กำลังให้ส่วนลด

    และการที่นักการเมืองโปร-Bitcoin ขยับตัวในจังหวะแบบนี้
    มันสะท้อน narrative ใหญ่ของสหรัฐว่า:

    “Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์”

    ---

    เมื่อสองสัญญาณมาตัดกัน…ต้องตีความให้ลึกกว่าเดิม

    คนทั่วไปขาย เพราะกลัว

    คนถือเงินใหญ่ซื้อ เพราะมองเห็นคุณค่า

    นักการเมืองซื้อ เพราะรู้ว่าทิศนโยบายกำลังเปลี่ยน

    ETF ซื้อ เพราะพอร์ตใหญ่ต้องคิดแบบระยะยาว

    เวลาแบบนี้อาจมีโอกาสก็ซ่อนอยู่..

    ---

    ตลาดจะเล่าเรื่องของมัน
    แต่ flow ของเงิน…จะเล่า “ความจริง”

    เพราะช่วงแบบนี้…เราอาจต้องถามตัวเอง
    Smart Money กำลังทำอะไรอยู่?
    🇺🇸ตลาดกำลังกลัว…แต่วาฬกำลัง “เก็บเงียบ ๆ” ถ้าวันนี้คุณเปิดกราฟแล้วรู้สึกตลาดจบแล้ว …อีกฟากหนึ่งของโลก มีคนกำลังซื้อแบบเงียบ ๆ และที่น่าสนใจคือ ทั้งฝั่งสถาบัน และฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ดันขยับไปในทิศทางเดียวกันแบบน่าแปลกใจ --- 1) ETF กลับมาเป็น Inflow แรงพร้อมกันทั้ง BTC และ ETH ( 18 พ.ย.2025) หลังจากไหลออกเป็นสัปดาห์ ตลาดเพิ่งเห็นเขียวแบบ “มีวอลุ่ม” อีกครั้ง: ตลาดกำลังกลัว แต่วาฬอาจมองต่างออกไป --- 2) ฝั่งการเมือง…ก็ซื้อเพิ่มตอนตลาดกลัว Brandon Gill คนใกล้ชิดทรัมป์ ช่วงแระมาณวันที่ 20 ตุลาคม: ซื้อ Bitcoin มูลค่า $100,000–$250,000 (3.6–9 ล้านบาท) ปลายเดือนตุลาคม: เพิ่มถือ IBIT ของ BlackRock อีก $15,000–$50,000 (0.54–1.8 ล้านบาท) ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเดือนมกราคม เขาซื้อ BTC สะสมไปแล้ว สูงสุด $2.6 ล้าน (93 ล้านบาท) และซื้อ IBIT สะสม สูงสุด $150,000 (5.4 ล้านบาท) ถามว่าทำไมต้องซื้อ “ตอนคนอื่นกลัว”? เพราะคนที่มีข้อมูลมากกว่า มักจะรู้ดีว่าตลาดแบบไหน…กำลังให้ส่วนลด และการที่นักการเมืองโปร-Bitcoin ขยับตัวในจังหวะแบบนี้ มันสะท้อน narrative ใหญ่ของสหรัฐว่า: “Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” --- 🎯 เมื่อสองสัญญาณมาตัดกัน…ต้องตีความให้ลึกกว่าเดิม คนทั่วไปขาย เพราะกลัว คนถือเงินใหญ่ซื้อ เพราะมองเห็นคุณค่า นักการเมืองซื้อ เพราะรู้ว่าทิศนโยบายกำลังเปลี่ยน ETF ซื้อ เพราะพอร์ตใหญ่ต้องคิดแบบระยะยาว เวลาแบบนี้อาจมีโอกาสก็ซ่อนอยู่.. --- ตลาดจะเล่าเรื่องของมัน แต่ flow ของเงิน…จะเล่า “ความจริง” เพราะช่วงแบบนี้…เราอาจต้องถามตัวเอง 👉 Smart Money กำลังทำอะไรอยู่?
    ไลค์
    รัก
    6
    0 ความคิดเห็น 1 แชร์ 993 ยอดวิว 0 รีวิว
  • AI Ethics หลักจริยธรรมที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่ม Gen AI
    .
    ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเท่าไร ปัญหาหรือข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะแม้ AI จะมีประโยชน์รอบด้าน แต่หากถูกใช้งานโดยขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น การละเมิดความเป็นส่วนตัว การสร้างอคติ หรือการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาด เป็นต้น
    .
    นี่จึงเป็นเหตุผลที่ AI Ethics หรือ “จริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาและใช้งาน AI เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างคุณค่าต่อผู้ใช้งานและสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดสิทธิ์ของใคร
    .
    แล้วหลักในการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม มีอะไรบ้างนะที่เราควรรู้
    .
    เคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น
    ข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI ไม่ควรเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ โดยปราศจากความยินยอมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
    .
    มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
    กระบวนการทำงานของ AI ควรมีความชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าระบบตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ขึ้นมาอย่างไร และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้และสังคมโดยรวม
    .
    ปฏิบัติภายใต้กฎหมายและศีลธรรม
    การใช้งาน AI ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรนำไปใช้ในลักษณะที่อาจขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม เช่น การสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล การสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่น
    .
    คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมและภาพรวมอยู่เสมอ
    การพัฒนาและใช้งาน AI ควรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต
    .
    ในวันที่ AI เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “AI เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะใช้งานมันอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะเมื่อเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมจริยธรรม AI ก็จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า ที่จะต่อยอดไปสู่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคตที่ยั่งยืน
    .
    ทำความรู้จัก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้มากขึ้น
    คลิกเลย https://bdi.or.th/
    .
    #DATA #BigData #BDI #สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #MDES #ข้อมูลขนาดใหญ่ #AI
    🌐 AI Ethics หลักจริยธรรมที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่ม Gen AI . ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเท่าไร ปัญหาหรือข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะแม้ AI จะมีประโยชน์รอบด้าน แต่หากถูกใช้งานโดยขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น การละเมิดความเป็นส่วนตัว การสร้างอคติ หรือการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาด เป็นต้น . นี่จึงเป็นเหตุผลที่ AI Ethics หรือ “จริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาและใช้งาน AI เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ✅ เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างคุณค่าต่อผู้ใช้งานและสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดสิทธิ์ของใคร . แล้วหลักในการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม มีอะไรบ้างนะที่เราควรรู้ 🤔 . 📍 เคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น ข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI ไม่ควรเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ โดยปราศจากความยินยอมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน . 📍 มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ กระบวนการทำงานของ AI ควรมีความชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าระบบตัดสินใจหรือสร้างผลลัพธ์ขึ้นมาอย่างไร และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้และสังคมโดยรวม . 📍 ปฏิบัติภายใต้กฎหมายและศีลธรรม การใช้งาน AI ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรนำไปใช้ในลักษณะที่อาจขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม เช่น การสร้างเนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล การสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่น . 📍 คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมและภาพรวมอยู่เสมอ การพัฒนาและใช้งาน AI ควรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจและผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต . ในวันที่ AI เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “AI เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะใช้งานมันอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะเมื่อเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมจริยธรรม AI ก็จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า ที่จะต่อยอดไปสู่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคตที่ยั่งยืน ✨ . 👉 ทำความรู้จัก สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ให้มากขึ้น ✅ คลิกเลย https://bdi.or.th/ . #DATA #BigData #BDI #สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #MDES #ข้อมูลขนาดใหญ่ #AI
    ไลค์
    รัก
    7
    0 ความคิดเห็น 0 แชร์ 1376 ยอดวิว 0 รีวิว
More Stories